แพทย์ ม.เชียงใหม่ เคลียร์ ฝุ่น PM2.5 ปัจจัยกระตุ้น “มะเร็งปอด” พร้อมแนะวิธีดูแลตัวเอง

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

30 มีนาคม 2569

แพทย์ ม.เชียงใหม่ เคลียร์ ฝุ่น PM2.5 ปัจจัยกระตุ้น “มะเร็งปอด” พร้อมแนะวิธีดูแลตัวเอง

นับเป็นช่วงเวลาที่คนไทย ต้องหันมาดูแลสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง หลังจาก PM2.5 กลับมาเป็นอากาศร้ายต่อประเทศไทย โดยเฉพาะหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อฝุ่นมากมาย ทั้งการเผาไหม้ทางการเกษตร รวมถึงด้านคมนาคม กิจกรรมของมนุษย์ จนก่อให้เกิดควันมลพิษต่าง ๆ และทำให้ร่างกายหลายคนเจ็บไข้ได้ป่วย ล่าสุดคุณหมอ เปิดเผยข้อมูลแล้วว่า PM2.5 เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด หรือไม่ ?

(29 มี.ค. 69) ผศ.พญ.ธนิกา เกตุเผือก หน่วยวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ซึ่งเกี่ยวข้องฝุ่น PM2.5

ผศ.พญ.ธนิกา กล่าวว่า ปัญหามลภาวะทางอากาศของเชียงใหม่ รวมถึงหลาย ๆ จังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย มีมานานกว่า 10 ปี และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา

มลภาวะทางอากาศในระดับรุนแรงที่ดูกันง่าย ๆ จาก Air quality index (AQI) ว่าเป็นสีแดง สีม่วงนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน ทั้งโรคทางเดินหายใจ โรคทางหลอดเลือดสมองและหัวใจ และแน่นอนคือมะเร็งปอด

ผศ.พญ.ธนิกา กล่าวอธิบายว่า สำหรับ Particulate matter (PM) 2.5 คือ วัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ก็คือเล็กกว่ามิลลิเมตรพันเท่า เลยสามารถลงไปในปอดส่วนลึกได้ ซึ่งมะเร็งปอด คนทั่วไปจะเข้าใจว่าสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความสัมพันธ์กัน ยิ่งสูบเยอะ สูบนาน ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งปอด แต่ปัจจุบันพบว่า คนที่ไม่สูบบุหรี่สามารถเป็นมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกัน และพบได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในคนที่มีอายุน้อย เพศหญิงและเป็นชาวเอเชียตะวันออก

เริ่มแรกตั้งแต่ปี 2009 มีการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะเช่นนี้ สัมพันธ์กับยีนกลายพันธุ์ที่เรียกว่า EGFR แต่สาเหตุของการเกิดมะเร็งปอดในผู้ป่วยกลุ่มนี้นั้น มีหลายปัจจัยส่งเสริม เช่น พันธุกรรม เชื้อชาติ การได้รับสารก่อมะเร็ง และมลภาวะทางอากาศ

มีการศึกษาพบว่า ทุกๆ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น 1 ไมโครกรัมมิลลิเมตร ทำให้อุบัติการณ์ของ มะเร็งปอดที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR เพิ่มขึ้น ทั้งจากประชากรในประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้และไต้หวัน และพบว่าผู้ที่ได้รับมลภาวะทางอากาศสูงเป็นเวลา 3 ปี เกิดมะเร็งปอดที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR มากกว่าผู้ที่ได้รับมลภาวะทางอากาศน้อย 1.08 เท่า ดังนั้นหากอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศสูง 3 ปีก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปอดชนิดนี้

จากการศึกษาในหนูพบว่า PM เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งปอดในหนูที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR และ KRAS อยู่แล้ว โดยกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเซลล์ที่มียีนกลายพันธุ์ทั้งในปอดปกติที่ยังไม่เกิดมะเร็งและในรอยโรคที่มีแนวโน้มที่จะเกิดมะเร็งในอนาคต ผ่านการกระตุ้นการอักเสบและการสร้างสารอักเสบ (Inflammatory cytokines) IL-1B

นอกจากนี้ การศึกษาที่นำเนื้อเยื่อจากปอดปกติของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งและผู้ป่วยที่มีก้อนเล็ก ๆ ที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง 295 คน มาตรวจ พบว่า 18% ของเนื้อเยื่อปอดปกตินี้มียีนกลายพันธุ์ EGFR อยู่แล้ว และ 53% มียีนกลายพันธุ์ KRAS

ผศ.พญ.ธนิกา กล่าวว่า จากการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมา สรุปได้ว่า PM 2.5 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปอด โดยเฉพาะในคนที่มีการกลายพันธุ์ของยีน EGFR และ KRAS อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า PM 2.5 นั้นเป็น “ปัจจัยกระตุ้น” ไม่ใช่สาเหตุ และในปัจจุบันเราไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า ในผู้ป่วยคนหนึ่งที่เป็นมะเร็งปอดนั้นมีสาเหตุจากอะไรได้แน่นอน เนื่องจากกระบวนการเกิดมะเร็งดังกล่าว ซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัยกระตุ้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ทั้งนี้ ผศ.พญ.ธนิกา กล่าวแนะนำวิธีดูแลและป้องกันตัวเอง ว่าไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีมลภาวะทางอากาศสูง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่หน้ากากที่ป้องกัน PM 2.5 ได้แก่ หน้ากาก N95 เป็นต้นไป จึงจะสามารถกรองอนุภาคเหล่านี้ได้ งดกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในอาคาร และเปิดเครื่องฟอกอากาศ

“อีจัน” เป็นห่วงจากหัวใจครับ

ขอบคุณข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่