เอาเเล้ว! รีบเช็กตัวเองด่วนๆเลยค่ะ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเสี่ยงมะเร็งตับไม่รู้ตัว
วันนี้( 20 พ.ค.69) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยเกี่ยวกับโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา อย่างเช่นเรื่องของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่อาจเสี่ยงมะเร็งตับไม่รู้ตัว เดี๋ยวเราไปดูกันว่ามันเกิดอะไรช่วงไหนเเล้วเราจะป้องกันมันได้อย่างไร

“มะเร็งตับ” เป็นผลจากการสะสมเงียบ ๆ มาหลายสิบปี โดยเริ่มต้นจากการที่เราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับแบบเรื้อรัง ซึ่งการที่ตับอักเสบอยู่เรื่อย ๆ ร่างกายก็จะพยายามซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา โดยการซ่อมแซมนี้จะเกิดการสร้างพังผืดขึ้นในตับ และเมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง สุดท้ายเซลล์ที่ถูกซ่อมแซมซ้ำ ๆ บางครั้งอาจเกิดความผิดพลาดของสารพันธุกรรมหรือ DNA ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 15–30 ปี และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนมะเร็งขึ้นในตับได้
ปัญหาของไวรัสตับอักเสบบีสามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ 3 อย่างหลัก ๆ ได้แก่ ตับแข็ง ตับวายเฉียบพลัน และมะเร็งตับ ซึ่งอาการที่อาจพบได้ เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือบางครั้งอาจมีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวาร่วมด้วย
เเล้วอีกอย่างก็คือ มะเร็งตับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงที่สุด โดยสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันคาดว่าคนไทยประมาณร้อยละ 5–10 เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ซึ่งคิดเป็นจำนวนหลายล้านคน และในจำนวนนี้มีทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหะของโรค โดยหลายคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อเราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า โดยเฉพาะถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุง หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อรา ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้นไปอีก

เเละในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากมีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่เดิม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญมากคือ การรู้สถานะของตัวเองว่าเรามีเชื้อ มีภูมิ หรือเคยติดเชื้อหรือไม่ เพราะถ้าตรวจพบเร็ว เราจะสามารถติดตาม ดูแล และลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตได้
เราสามารถตรวจสอบได้ค่ะเเละต้องระวังการติดเชื้อจากช่องทางสำคัญ ของไวรัสตับอักเสบบี ที่ติดต่อได้ง่ายมีอยู่ 4 ทาง
1.จากแม่สู่ลูก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่คุณแม่หลาย ๆ คนเวลาไปฝากท้องจะต้องตรวจเรื่องของไวรัสตับอักเสบบีเสมอ เพราะว่าตอนคลอดเด็กมีโอกาสติดเชื้อได้สูงถึง 90%
2.ทางเลือด รับเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สักที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการใช้เครื่องมือที่ไม่ทำความสะอาดด้วย
3.ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสอยู่ในน้ำอสุจิหรืออยู่ในสารคัดหลั่งในช่องคลอด
4 .ใช้ของมีคมร่วมกัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน เเต่ถ้ากอด การจับมือ กินอาหารร่วมกัน ไอ จาม อันนี้ไม่ได้ติด


เเต่หลายคนก็สงสัยว่าเเล้วเรื่องวัคซีนจำเป็นต้องฉีดมั้ย?
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า 95% และยังถือว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีมาก ๆ ปัจจุบันในประเทศไทย ทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
ส่วนเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม และในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต คุณหมอก็มักจะแนะนำให้ตรวจภูมิก่อน และฉีดวัคซีนป้องกันไว้
ที่สำคัญต้องเข้าใจ คือ วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีใช้สำหรับ “ป้องกัน” การติดเชื้อเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าติดเชื้อไปแล้ว การฉีดวัคซีนจะไม่สามารถรักษาโรคได้ รวมถึงการตรวจคัดกรอง ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการจัดการเรื่องไวรัสตับอักเสบบีและซี เพื่อลดปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับครับ โดยตั้งเป้าคัดกรองประชาชนให้ได้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ
สิ่งที่ต้องย้ำเตือนอีกอย่างก็คือ คนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายยังสามารถควบคุมเชื้อได้ ทำให้ตับยังไม่ได้มีการอักเสบรุนแรงหรือมีอาการชัดเจน หลายคนจึงใช้ชีวิตได้ปกติและอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่แต่ “การเป็นพาหะ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% เพราะคนที่เป็นพาหะยังมีความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น อายุเพิ่มมากขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุงหรือไขมันพอกตับหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นพาหะหรือเป็นไวรัสตับอักเสบบี ควรดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
อย่าลืมดูเเลสุขภาพตัวเองกันด้วยนะคะ
ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1BdoM8WXPg/
