“มือชา” ไม่ใช่เรื่องเล่น! รู้สึกปุ๊ปอาจเป็น “ภาวะเส้นประสาทถูกกดทับในช่องข้อมือ”
พอลลี่ อีจัน
5 กันยายน 2568

มือเรานั้นสำคัญมาก ต้องคอยเช็กอาการด้วยนะคะ…
วันนี้(5 ก.ย.68) ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อที่ให้บริการรักษาอาการปวดต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยให้แม่นยำยิ่งขึ้น ได้ออกมาโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเก่งกระดูกและข้อ เกี่ยวกับอาการ มือชา และสัญญาณ Carpal Tunnel Syndrome ที่ควรรู้ โดยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่ และได้ปรึกษาคุณหมอว่า เกิดอาการมือชาบ่อยมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน บางทีก็ชาไปทั้งแขนเลย ไม่รู้เป็นอะไร?

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อย ๆ จากคนไข้หลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้มือทำงานซ้ำ ๆ เช่น พิมพ์คอมพิวเตอร์ ใช้เมาส์ เล่นมือถือ เย็บผ้า หรือแม้แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ อาการมือชานั้นมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยและสำคัญคือ “Carpal Tunnel Syndrome” (คาร์ปัล ทันเนล ซินโดรม) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ภาวะเส้นประสาทถูกกดทับในช่องข้อมือ” ซึ่งอาการมือชาสร้างความรำคาญและกังวลใจอย่างมาก แล้ว Carpal Tunnel Syndrome คืออะไร? จะสังเกตได้ว่าที่บริเวณข้อมือของเรา มีช่องเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “อุโมงค์ข้อมือ” (Carpal Tunnel) ซึ่งภายในช่องนี้จะมีเส้นเอ็นที่ใช้ในการงอนิ้วมือหลายเส้น และมีเส้นประสาทสำคัญเส้นหนึ่งชื่อว่า “เส้นประสาทมีเดียน” (Median Nerve) ทอดผ่านอยู่ด้วย เมื่อไรก็ตามที่ช่องอุโมงค์ข้อมือนี้เกิดการตีบแคบลง ไม่ว่าจะเป็นจากการอักเสบ บวม หรือมีอะไรไปเบียดกดทับ เส้นประสาทมีเดียนก็จะถูกบีบรัด ทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นมา
สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะนี้
– การใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ หรือผิดท่า เช่น การพิมพ์คอมพิวเตอร์ การใช้เมาส์ การเย็บปักถักร้อย การทำงานที่ต้องงอหรือกระดกข้อมือเป็นเวลานาน
– การอักเสบหรือบวมของเส้นเอ็นในอุโมงค์ข้อมือ อาจเกิดจากการใช้งานมากเกินไป
– การบาดเจ็บที่ข้อมือ เช่น ข้อข้อมือหัก หรือเคลื่อน
– โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรครูมาตอยด์ หรือโรคเก๊าท์ ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อรอบข้างบวม
– การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภาวะบวมน้ำในร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดอาการมือชาได้ชั่วคราว
– ภาวะอื่น ๆ เช่น มีซีสต์หรือก้อนเนื้อในอุโมงค์ข้อมือ


แล้วอาการแบบไหนที่บอกว่าคุณอาจกำลังมีปัญหา?
อาการของ Carpal Tunnel Syndrome มักจะมีลักษณะเฉพาะ
– มือชา นิ้วชา โดยเฉพาะบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่ติดกับนิ้วกลาง อาจมีอาการเหมือนเหน็บชา หรือรู้สึกซ่า ๆ คล้ายไฟฟ้าช็อต
– อาการแย่ลงตอนกลางคืน หลายคนมักตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะมือชา หรือมีอาการชามากที่สุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
– อาการแย่ลงเมื่อใช้งานมือ เช่น เวลาขับรถ ถือโทรศัพท์นาน ๆ หรือทำงานที่ต้องงอข้อมือ
– ปวด อาจมีอาการปวดร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณข้อมือ และอาจร้าวขึ้นไปถึงแขน ศอก หรือหัวไหล่ได้
– อ่อนแรง ในระยะที่เป็นมาก อาจรู้สึกว่ามือไม่มีแรง หยิบจับของหลุดมือบ่อย ๆ หรือติดกระดุมไม่ได้
– กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ในระยะเรื้อรังและรุนแรงมาก กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วโป้งอาจฝ่อลีบลงจนเห็นได้ชัด
คุณหมอได้ออกมาเผยเพิ่มเติมว่า หากมีอาการนี้ หรือเกิดมือชาขึ้นมาจริง ขั้นตอนการรักษาก็จะมี ดังนี้
– การตรวจร่างกาย คุณหมอจะตรวจดูความรู้สึกของนิ้วมือ กำลังกล้ามเนื้อ และอาจมีการทดสอบเฉพาะ เช่น
– Tinel’s sign คุณหมอจะเคาะเบา ๆ บริเวณอุโมงค์ข้อมือ หากมีอาการชาหรือเจ็บแปลบไปตามนิ้วมือ แสดงว่าอาจมีการกดทับเส้นประสาท
– Phalen’s test คุณหมอจะให้งอข้อมือทั้งสองข้างเข้าหากันค้างไว้ประมาณ 30-60 วินาที หากมีอาการชาหรือเจ็บเพิ่มขึ้น แสดงว่าอาจมีการกดทับเส้นประสาท
– การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท (Nerve Conduction Study – NCS / Electromyography – EMG) เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันภาวะ Carpal Tunnel Syndrome โดยจะวัดความเร็วในการนำกระแสประสาทของเส้นประสาทมีเดียน และดูการทำงานของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทนี้ เพื่อประเมินความรุนแรงของการกดทับ
ส่วนการรักษา จริงๆไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป พอรู้สาเหตุที่แน่ชัดแล้ว คุณหมอก็จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเริ่มต้นจากการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดก่อนเช่น การปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ เช่น การงอข้อมือมากเกินไป การใช้ข้อมือซ้ำ ๆ พักการใช้งานมือเป็นระยะ และปรับท่าทางการทำงานให้ถูกต้อง, การใช้เฝือกอ่อนดามข้อมือ ใส่เฝือกอ่อนเพื่อดามข้อมือให้อยู่ในท่าตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน เพื่อลดการกดทับเส้นประสาท, การใช้ยา คุณหมออาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ หรือยาบำรุงปลายประสาท , การฉีดยาสเตียรอยด์โดยใช้ ultrasound ระบุตำแหน่ง เพื่อเลาะพังผืด : ในบางกรณี คุณหมออาจฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณอุโมงค์ข้อมือ เพื่อลดการอักเสบและอาการบวม ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว แต่หากเกิดอาการรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ก็ต้องใช้ การผ่าตัด ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “การผ่าตัดขยายช่องอุโมงค์ข้อมือ” (Carpal Tunnel Release Surgery) โดยคุณหมอจะทำการตัดพังผืดที่กดทับเส้นประสาทออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ในอุโมงค์ข้อมือ ทำให้เส้นประสาทคลายตัวและกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการชาและปวดหลังการผ่าตัด
หากใครมีอาการ มือชา ไม่ว่าจะด้วยการทำงาน หรืออยู่เฉยๆก็ชา ก็ต้องเช็กสุขภาพด้วยนะคะ ปล่อยไว้นานไม่ดีต่อสุขภาพแน่
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก หมอเก่งกระดูกและข้อ https://www.facebook.com/backpainnonop/posts/pfbid0UPkzjXmgLBmR2xCDK2qepDTpuZEf1NP3yXKQMs1hke4DnASrdnBPKNFKmgB1VapHl