ภาคเหนือ เสี่ยงมาก! ค่าฝุ่นพิษเข้าเกณฑ์อันตราย แพทย์ มช. เตือนระวัง ภูมิแพ้กำเริบ-เลือดกำเดาไหล 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

30 มีนาคม 2569

ภาคเหนือ เสี่ยงมาก! ค่าฝุ่นพิษเข้าเกณฑ์อันตราย แพทย์ มช. เตือนระวัง ภูมิแพ้กำเริบ-เลือดกำเดาไหล 

น่าห่วง! ฝุ่นพิษ PM 2.5 ขึ้นเหนือ แม่ฮ่อนสอน-เชียงใหม่ อยู่ในเกณฑ์อันตราย!!! 

วันนี้ (30 มี.ค.69) เวลาประมาณ 10.20 น. ทางเว็บไซต์ iqair ได้จัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก พบว่า 3 อันดับแรก อยู่ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่อนสอน โดยมี จ.เชียงใหม่ ตามมาติดๆ ซึ่งอันดับที่ 1-7 อยู่ในเกณฑ์อันตราย ดังนี้ 

1. แม่ฮี้ จ.แม่ฮ่อนสอน 822 AQI  

2. เวียงเหนือ จ.แม่ฮ่อนสอน 710 AQI  

3. ปาย จ.แม่ฮ่อนสอน 506 AQI  

4. ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 376 AQI 

5. สันทราย จ.เชียงใหม่ 374 AQI 

6. แม่ริม จ.เชียงใหม่ 368 AQI 

7. หางดง จ.เชียงใหม่ 344 AQI 

ขณะที่ รศ.พญ.กรรณิการ์ รุ่งโรจน์วัฒนศิริ หัวหน้าภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมาเตือนว่า การได้รับ PM 2.5 เข้าไปทางจมูก จะทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบได้ ซึ่งอาการที่พบคือ มีอาการคันจมูก แสบจมูก จาม น้ำมูกไหล หรืออาจมีเลือดกำเดาไหล นอกจากนี้ยังพบว่าอุบัติการณ์ของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนอื่น ๆ เช่น คอหอยอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โพรงหลังจมูกอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ สูงขึ้นสัมพันธ์กับค่า PM 2.5 ที่สูงขึ้นด้วย 

จากการทดลองวิจัยโดยหนู พบว่าหนูที่ได้รับฝุ่น PM2.5 เข้าไป จะมีการถูกทำลายของเยื่อบุโพรงจมูก สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมกับมนุษย์โดยการสังเกตพบว่า มลภาวะทางอากาศอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผู้ป่วยจมูกอักเสบภูมิแพ้มีอาการกำเริบ และพบว่ามีอุบัติการณ์เลือดกำเดาไหลเพิ่มขึ้นด้วย 

ภาพรวมในประเทศไทยภาคเหนือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม พบว่าระดับฝุ่น PM 2.5 มีค่อนข้างสูง ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อเยื่อบุจมูกและทางเดินหายใจแล้ว ยังมีผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ การพัฒนาสมองในเด็กช้าลง เพิ่มโอกาสความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ความเสี่ยงของมะเร็งปอด และความเสี่ยงความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ  

การนอนกรน หรืออาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ เกี่ยวข้องกับฝุ่น pm 2.5 ไหม? 

จากการวิจัยพบว่ามีความเกี่ยวข้องแต่ยังไม่ชัดเจนว่า PM 2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดการนอนกรน แต่มีแนวโน้มว่า มลภาวะมีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอยู่แล้ว หากได้รับมลภาวะเข้าไปมาก ๆ อาจจะทำให้อาการแย่ลง 

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP) รักษาอาการหยุดหายใจขณะหลับ อาจมีอาการคัดจมูกมากขึ้น ทำให้มีปัญหาในการใช้เครื่อง อาจต้องเพิ่มยารักษาอาการทางจมูก และแนะนำให้ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่อง CPAP และทำการเปลี่ยนเมื่อแผ่นกรองเปลี่ยนเป็นสีเข้ม 

ควรล้างจมูกในช่วงมีฝุ่น PM 2.5 หรือไม่? 

การล้างจมูกสามารถล้างได้ในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 เพราะจะช่วยนำสารก่อภูมิแพ้ ฝุ่นละออง หรือ สิ่งสกปรก ออกมาจากจมูก แต่ไม่ควรสั่งน้ำมูกหรือน้ำเกลือที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกแรง และในผู้ป่วยที่มีเยื่อบุจมูกอักเสบ ควรลดความแรงในการล้างจมูก เพื่อป้องกันเลือดกำเดาไหล และหากผสมน้ำเกลือใช้ล้างจมูกเอง ควรใช้น้ำสะอาดที่ใช้ดื่ม โดยใช้ในปริมาณ 500 มิลลิลิตร ผสมเกลือป่น 1 ช้อนชา หลังผสมแล้วไม่ควรทิ้งไว้นานและเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ การล้างจมูกนี้สามารถล้างได้ทุกวันแต่ควรล้างให้ถูกวิธี 

วิธีปฐมพยาบาลในกรณีเลือดกำเดาไหล 

หากมีเลือดกำเดาไหลออกทั้ง 2 ข้างของจมูกแนะนำให้บีบจมูก (บริเวณปีกจมูก) ทั้ง 2 ข้าง เข้าหาผนังกั้นจมูก ก้มหน้าลงเพื่อป้องกันการสำลักเลือดที่ไหลลงคอ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนออกทางปาก และให้หายใจทางปาก หากไหลข้างเดียวอาจบีบจมูกข้างเดียวโดยใช้นิ้วโป้งกดบริเวณจมูกข้างที่มีเลือดกำเดาไหลเข้าหาผนังกั้นจมูก โดยกดค้างไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วลองปล่อย ถ้าหากยังมีเลือดกำเดาไหลอยู่ ควรไปโรงพยาบาล สำหรับกรณีที่มีเลือดไหลออกมาปริมาณมาก หรือมีอาการหน้ามืด ใจสั่น แนะนำให้มาโรงพยาบาลทันที 

ช่วงฝุ่นพิษคละคลุ้งแบบนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ PM 2.5 เพื่อเตรียมรับมือตลอดเวลา ถ้าจำเป็นต้องออกบ้านหรือต้องเจอฝุ่น PM 2.5 แนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ชนิด N95 หากเป็นหน้ากากอนามัยธรรมดาหรือหน้ากากทางการแพทย์ แนะนำให้สวมใส่ 2 ชั้น และควรงดกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ใช้เครื่องกรองอากาศเพื่อกรองฝุ่น PM 2.5 สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรดูแลรักษาสุขภาพให้เคร่งครัด แล้วก็อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์กันด้วยนะคะ ‘อีจัน’ เป็นห่วง