หนุ่มเปิดใจ! หลังกินยาแก้อักเสบ ตื่นมาร่างกายพุพอง-ตาบอดถาวร 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

19 สิงหาคม 2568

หนุ่มเปิดใจ! หลังกินยาแก้อักเสบ ตื่นมาร่างกายพุพอง-ตาบอดถาวร 

โหวว….รุนแรงขนาดนี้เลยหรอ? 

วันนี้(19 ส.ค.68) ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่ง ชื่อคุณเอ็ม ได้ออกมาแชร์อุทาหรณ์ของตัวเอง เมื่อต้องกลายเป็นคนตาบอดถาวรเพราะแพ้ ยาแก้อักเสบขั้นรุนแรง โดยเขาได้ตอบคำถามชาวเน็ตในประเด็นที่ว่า ทำไมถึงตาบอด? แล้วตาบอดมานานรึยัง?  ซึ่งเขาก็ได้เล่าว่า… 

“เมื่อก่อนผมก็มีตาที่ใช้งานปกติได้ทั่วไป ไม่ได้พิการทางสายตาหรือมีความบกพร่องทางสายตา แต่ที่ตาบอดก็เพราะว่าแพ้ยาแก้อักเสบขั้นรุนแรง ถ้าเล่าย้อนกลับไปตอนนั้นผมเกิดเล่นซนจนคางแตก เลยไปหาหมอ หมอก็ให้ยามากินตามปกติ เป็นยาแก้อักเสบ “เพนนิซิลลิน” ซึ่งกินแค่เม็ดเดียวก็มีอาการแพ้ยาขั้นรุนแรง  ก็เลยเป็นแบบนี้เลยช่วงประมาณปี 50 หรือ 51 ตอนนี้ก็ตาบอดมา 10 กว่าปีแล้ว  

โดยคุณเอ็มได้เล่าถึงความรู้สึกช่วงแรกๆที่รู้ว่าตัวเองตาบอดว่า ตอนที่ตื่นขึ้นมาครั้งแรกหลังจากแพ้ยา คือ งง เพราะตาข้างซ้ายมองไม่เห็นไปแล้ว แต่ตาข้างขวาคือยังรู้สึกว่ามองเห็นอยู่บ้างแต่น้อยมากๆ ถ้าเทียบก็ประมาณ 40-50 %  แล้วก็มีอาการปวดหัว เนื้อตัวเปื่อย พุพองทั้งตัว  เจ็บปากเจ็บตาเจ็บจมูกร่วมด้วย ซึ่งความรู้สึกหลังจากที่รู้ว่าตาบอด เหมือนโลกทั้งใบแตกสลาย ครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อนั่งร้องไห้ ส่วนตัวคุณเอ็มก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนต่อได้ จนได้มารู้ว่าในไทยมีเปิดโรงเรียนสอนคนตาบอดก็เลยไปลงเรียนไว้ และก็ได้ไปเรียนร่วมกับคนทั่วไป จุดนี้ก็เลยทำให้เขารู้ว่า คนตาบอดก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป และไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งเวลาช่วงแรกจนถึงตอนนี้ 10 กว่าปี ทำใจได้แล้ว”   

หลังจากที่เรื่องราวนี้ได้เผยแพร่ออกไปต่างก็มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังใจและพร้อมที่จะเข้าใจในตัวคุณเอ็มที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง ในส่วนของความรับผิดชอบใดๆก็ยังไม่มีอะไรมาฟันธงว่า ได้รับการเยียวยาในแบบไหน

ทั้งนี้  เพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับยาที่ชายคนดังกล่าวมีอาการเเพ้ โดยระบุว่า…

ช่วงนี้หลายคนน่าจะเห็นข่าวดัง ที่มีคนกินยาแก้อักเสบแล้วสุดท้ายแพ้ยาจนตาบอด อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น วันนี้จะมาเล่าให้ฟัง ว่า การแพ้ยามันเป็นยังไง ยากลุ่มไหนที่เสี่ยงบ้าง อาการเตือนที่ไม่ควรเมินคืออะไร แล้วเราจะดูแลตัวเองยังไงไม่ให้เรื่องเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่บอกก่อนนะว่า เป็นการพูดให้ทุกคนระวัง ไม่ใช่ให้ทุกคนกลัวจนไม่กล้ากินยานะ

1. ยา ไม่ได้ปลอดภัย 100% และหมอไม่ได้อยากสั่งมั่ว ๆ หรอก

หลายคนเวลาไม่สบายมักจะพูดว่า “หมอครับ ขอยาแรง ๆ หน่อย” หรือบางทีอยากซื้อยากินเองเพื่อหายไว ๆแต่ต้องบอกเลยว่า ยาไม่มีอะไรที่ปลอดภัย 100% ทุกตัวมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงเสมอ

•ข้อดี ช่วยลดอาการ รักษาโรค

•ความเสี่ยง ผลข้างเคียง หรือการแพ้ยา

ตรงนี้แหละที่หมอต้องคิดเยอะ เวลาจะสั่งยาให้ใครสักคน เราต้องชั่งน้ำหนักว่า “ผลดีมันคุ้มกับความเสี่ยงไหม”เพราะการแพ้ยามันเกิดขึ้นได้จริง แม้จะไม่บ่อย แต่ถ้าเกิดขึ้นก็หนักได้เลย อันนี้เป็นเรื่ิองที่ต้องระวังนะ

2. การแพ้ยาไม่ได้มีแค่แบบเดียว และไม่ได้รุนแรงเท่ากันทุกคน

อันนี้หลายคนยังไม่รู้นะ การแพ้ยามีหลายอาการมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นวิกฤติเลย

•แบบเบา ๆ มีผื่นแดง คัน เหมือนยุงกัดขึ้นตามตัว

•แบบกลาง ๆ มีไข้ ปากบวม ตาบวม ตัวบวม ผื่นลามทั้งตัว (หมอเรียก drug fever)

•แบบน่ากลัวแล้ว หายใจติดขัด หลอดลมบวม หัวใจเต้นแรง อันนี้ถ้าช้า = อันตรายถึงชีวิต

•แบบรุนแรงสุด ๆ เป็นกลุ่มที่เรียกว่า Severe Cutaneous Adverse Reactions เช่น

Stevens-Johnson Syndrome (SJS) ผิวหนังพุพอง ตาแดง เยื่อบุอักเสบ

Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ผิวหนังลอก พุพองทั้งตัว คล้ายคนโดนไฟไหม้

เคสที่เป็นข่าวตาบอดก็มักมาจากกลุ่มนี้ เพราะ เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ตาแห้ง เกิดพังผืดดึงกระจกตา → ตาเสีย จนตาบอดได้จริง

3. มียากลุ่มไหนบ้างที่เจอบ่อย ๆ ว่าแพ้

พูดตรง ๆ เลยว่า ทุกยามีสิทธิ์แพ้ได้หมด แต่จะมีกลุ่มที่เจอบ่อยกว่า เช่น

1. ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) – โดยเฉพาะเพนิซิลลิน เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) คนไทยเจอเคสแพ้ยาพวกนี้บ่อย

2. ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) – เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค (หลายคนชอบเรียกรวม ๆ ว่า “ยาแก้อักเสบ”) ข่าวที่แชร์ก็มักเป็นกลุ่มนี้

3. ยาลดกรดยูริก (Allopurinol) – ใช้รักษาเก๊าต์ ตัวนี้ขึ้นชื่อมากว่าทำให้เกิด SJS/TEN

4. ยากันชัก – อย่าง คาร์บามาซีพีน ฟีโนบาร์บิทาล

5. ยารักษาวัณโรคบางตัว เพราะแบบนี้เวลาไปหาหมอหรือซื้อยาจากร้านยา เค้าถึงต้องถามว่า “แพ้ยาหรือเปล่า” อันนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยป้องกันชีวิตเราได้

4. จะรู้ได้ยังไงว่าเรา “แพ้ยา” ไม่ใช่แค่ผลข้างเคียงธรรมดา

อันนี้คนชอบสับสนครับ เพราะกินยาแล้วก็มีอาการแปลก ๆ ได้เหมือนกัน อาการที่อาจเป็นแค่ “ผลข้างเคียง”

•กินยาฆ่าเชื้อแล้วถ่ายเหลวนิดหน่อย

•กินยาลดความดันแล้วเวียนหัวช่วงแรก ๆ

อาการที่ต้อง “สงสัยว่าแพ้ยา”

•มีผื่นแดง ตุ่มคันขึ้นหลังเริ่มยาตัวใหม่

•มีไข้ร่วมกับผื่น

•ตาบวม ปากบวม หายใจไม่ออก

•หัวใจเต้นแรง รู้สึกตุบ ๆ เร็วผิดปกติ

•ผิวหนังลอก พุพอง เหมือนโดนไฟไหม้

ถ้าเจออาการแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาการเล็กๆ หรืออาการหนัก อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปโรงพยาบาล

5. วิธีดูแลตัวเองไม่ให้แพ้ยากลายเป็นเรื่องใหญ่

สุดท้าย อยากฝาก 5 ข้อง่าย ๆ ที่ทำได้เลย

1. จำและแจ้งประวัติแพ้ยาเสมอ – ถ้าเคยแพ้ยาอะไร ต้องบอกทุกครั้งที่เจอหมอ หรือแม้แต่ตอนซื้อยาที่ร้าน ควรพกบัตรแพ้ยาติดตัวไว้ด้วย

2. อย่าซื้อยากินเองมั่ว ๆ – โดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อกับยาแก้อักเสบ เพราะสองกลุ่มนี้คือพระเอกของการแพ้ยาเลย

3. สังเกตอาการหลังเริ่มยาใหม่ – ถ้าเริ่มมีผื่น ไข้ หายใจลำบาก ให้หยุดยาแล้วรีบไปหาหมอ

4. อย่าเมินอาการเล็กน้อย – หลายเคสที่จบไม่ดี เริ่มจาก “แค่ผื่นนิดเดียว” แล้วลามจนต้องเข้า ICU

5. บอกคนรอบข้างให้รู้ – ถ้าเรามีประวัติแพ้ยา คนในครอบครัวควรรู้ เผื่อเกิดฉุกเฉินจะได้ช่วยบอกหมอได้ถูก

การแพ้ยาอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างผื่นคัน แต่บางครั้งมันไปได้ไกลถึงขั้นเสียชีวิตหรือตาบอดเลยก็มี อย่างข่าวที่แชร์กันนี่แหละครับ

ที่มา: ผู้ใช้ติ๊กต็อก m.thawatchai45 https://www.tiktok.com/@m.thawatchai45/video/7539025684962774279?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7459360131420718599  , เฟซบุ๊ก หมอเจด https://www.facebook.com/share/p/1ANdmTmJV8/


อุทาหรณ์ ตาบอด เพราะแพ้ยาแก้อักเสบ ?