เคยได้ยินไหม? การรักษาแบบซ่อมและฟื้นฟูตามธรรมชาติของชีวิต “Self – Healing”
ตาต้า อีจัน
27 กันยายน 2568

รู้ไหมคะ ว่า เซลล์ ในร่างกายของเรา เขามีชีวิต!
และเซลล์มะเร็ง ความจริงแล้วเป็นเซลล์ที่อ่อนแอ แต่ทำไมถึงดื้อยา?
มารู้จักเซลล์ รู้จักชีวิต จากอาจารย์ นักวิจัย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ (มหาวิทยาลัย Franche Comte, France) ดร.สำรี มั่นเขตต์กรน์ กันค่ะ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ (มหาวิทยาลัย Franche Comte, France) ดร.สำรี มั่นเขตต์กรน์ คืออาจารย์นักวิจัยที่ไปเรียนต่อ ป.โท และ ป.เอก ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเรียนเฉพาะทางเรื่องเซลล์ในร่างกายมนุษย์ จนวันนี้ที่นำองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่องเซลล์ มาสู่การรักษาแบบซ่อมและฟื้นฟู หรือที่เรียกว่า Self – Healing
อาจารย์สำรี ยังเป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อความเป็นเลิศด้านการสร้างภาพในระดับโมเลกุล อยู่ที่งานบริหารงานวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อความเป็นเลิศด้านการสร้างภาพระดับโมเลกุล คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย ที่เริ่มต้นสร้างองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างระดับโมเลกุลเพื่อ ศึกษากระบวนการเกิดโรคและความก้าวหน้าของโรคในระดับโมเลกุลและเซลล์ในสิ่งมีชีวิต รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยเฉพาะเทคนิคการสร้างภาพระดับโมเลกุลซึ่ง เป็นวิธีการศึกษาที่ไม่ทำลายสามารถใช้ตรวจในคนได้เพื่อใช้ในการตรวจการ เปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี และสรีวิทยาในระดับเซลล์เพื่อที่จะทำนายสุขภาพและหรือใช้เป็นดรรชนีบอกถึง ความสำเร็จของการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพภาคประชาชนในอนาคต

ชีวิตของเซลล์ คืออะไร?
อาจารย์สำรี บอกว่า สิ่งที่หมอเห็น เห็นชีวิตของเซลล์ เห็นสังคมของเซลล์ เห็นการสื่อสารของเซลล์ นี่เป็นซีรีส์ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ถ้าเรารู้จักชีวิตของเซลล์จริงๆ จะทำให้เราเข้าใจในอีกแง่มุมหนึ่งของเซลล์ ซึ่งมันไม่มีข้อมูลชุดนี้อยู่ในระบบการเรียนการสอนใดๆ เลย พวกเราถึงเดินมาถึงการซ่อมและฟื้นฟูสุขภาพ จากตรงนี้นี่เอง เราเห็นเรื่องนี้แหละ ซ่อมและฟื้น หรือ Self – Healing เป็นธรรมชาติของชีวิต
งานวิจัยที่ทำตอนเรียนปริญญาเอก ได้คำถามว่า “ทำไมเซลล์มะเร็งถึงดื้อต่อยาแบบหลายขนาน?” และให้ผมหาว่าเซลล์มะเร็งดื้อได้ยังไง ตรงนั้นเองที่ทำให้ผมได้รู้จักเซลล์คนจริงๆ
เขาก็ส่งผมไปอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเรียนรู้เรื่องเซลล์ในร่างกายมนุษย์ แล้วก็แยกเซลล์จากร่างกายมนุษย์ออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็คัดเลือกเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาในร่างกายมนุษย์ออกมา ก็นำมาเลี้ยงให้เขายังมีชีวิตอยู่ แล้วศึกษาว่ายาที่เราใช้รักษาโรคมะเร็ง กลุ่มไหนทำให้เกิดการดื้อยา กลุ่มไหนถูกกำจัดทิ้ง กลุ่มไหนยังมีประสิทธิภาพอยู่ ซึ่งเราก็ได้โครงสร้างที่เป็น Ideal แต่มันไม่มีเซลล์มะเร็งที่ไม่ดื้อยา เพราะมันดื้อยาทั้งหมด
อาจารย์สำรี บอกอีกว่า เซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ เขาต่างกันที่เขาเครียดไม่เท่ากัน เซลล์เขาก็มีพฤติกรรมอยู่ และเขาก็จะสร้างสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน จริงๆ เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่อ่อนแอ เป็นเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สบายและไม่มีแรง ถ้าเทียบกับเซลล์ปกติเขาอ่อนแอกว่าถึง 200 เท่าเป็นอย่างน้อย
ที่เขาดื้อยา เพราะมันเป็นธรรมชาติของชีวิต ถ้าเขาไม่ถึงคิวตายเขา ไม่ถึงอายุตายเขา แล้วเราพยายามจะทำร้ายเขา สุดท้ายเขาก็พยายามจะมีชีวิต เขาก็เลยสู้ เขาสู้ได้หลายวิธี
วิธีที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาดื้อต่อยาแบบหลายขนาน เขาปั๊มสารพิษทิ้ง ทำให้เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารพิษเต็มไปหมดได้สบาย ที่ว่าสารพิษคือยาเป็นพิษสำหรับเขา จะได้ยินว่าเมื่อเรารักษามะเร็งไปแล้วคนไข้กลุ่มหนึ่งจะเริ่มตอบสนองต่อยาน้อยลง แล้วก้อนก็จะโตขึ้น
การรักษามะเร็งช่วงต้นๆ เราจะเห็นว่าตอนที่คนไข้เพิ่งมาแอดมิทประสิทธิภาพของการรักษาจะสูงมาก ก้อนลดลงอย่างรวดเร็ว สักพักหนึ่งจะเริ่มนิ่ง แล้วสักพักหนึ่งจะเริ่มกลับมา ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ได้กลับมา แต่เซลล์มะเร็งอยู่ตรงนั้นแหละ
เลยทำให้เราเห็นพฤติกรรมของเซลล์มะเร็ง ซึ่งไม่เหมือนเซลล์ปกติ เขาสูญเสียการสื่อสารระหว่างเขากับสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นพิษกับเขา เพราะถ้าเขาคุยกันรู้เรื่องดี ภิมคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกเริ่มรู้จักตามมารุม เขาก็หลบภูมิคุ้มกัน ไม่แปลงร่างนะแต่เขาหลบ ก็คือหลบด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ ให้เซลล์ปกติไม่มาวุ่นวายกับเขา เพราะเขากำลังถูกบังคับให้ไม่มีที่อยู่
ถ้าเราไม่ใส่เคมีเข้าไปในเซลล์มะเร็งล่ะ ?
อาจารย์สำรี บอกว่า เซลล์เขาจะคุยกันง่ายขึ้น แต่ปัญหาของคนทั่วไปถูกบอกว่าต้อจัดการก้อน แต่ถ้าเราพูดกันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยากรู้อยากเห็นอย่างที่อาจารย์เป็น เราไม่สนใจว่าจะทำยังไงว่าก้อนจะหายหรือไม่หาย แล้วเราปล่อยกระบวนการตามธรรมชาติ ให้เขากลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเราจะเห็นระบบร่างกายเขาเริ่มปรับ ระบบเซลล์ที่อยู่ด้วยกันเขาเริ่มปรับ
“นี่คือสิ่งที่ผมเห็น เห็นชีวิตของเซลล์ สังคมของเซลล์ ฝรั่งเขาไม่เห็นแบบนี้ เพราะเขาเป็นคนสอนเรา สอนให้ดูเซลล์ตาย แต่นี่เราดูชีวิตเซลล์ เมื่อก่อนผมไปคุยกับใครเรื่องนี้ไม่ได้นะ เขาหาว่าผมเพี้ยน”

อาจารย์สำรี ระบุว่า นี่เป็นซีรีส์ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ถ้าเรารู้จักชีวิตของเซลล์จริงๆ จะทำให้เราเข้าใจในอีกแง่มุมหนึ่งของเซลล์ ซึ่งมันไม่มีข้อมูลชุดนี้อยู่ในระบบการเรียนการสอนใดๆ เลย มันบอกเราว่า เซลล์เป็นยังไงคนก็จะเป็นอย่างนั้น แต่คนเป็นยังไงเซลล์ไม่เป็นอย่างนั้น เขาป่วยแล้วเราถึงป่วยตาม เราเมื่อมีร่างกายที่สมบูรณ์มีหน้าที่บำรุงไลฟ์สไตล์เราให้เหมาะสมให้เขามีความสมบูรณ์เกิดขึ้น เพื่อเขาจะได้อยู่อย่างสมบูรณ์และไม่พาเราให้ต้องแบกทุกข์ของสังขารตัวเอง จริงๆ มันมีอยู่แค่นี้เองหน้าที่เรา แต่เราทำเกินทุกทีทำเกินเยอะมากด้วย แค่กินก็เกินแล้ว
เซลล์เด็ก ไม่ได้บอกว่าเซลล์เขาสมบูรณ์กว่าผู้ใหญ่ อายุของมนุษย์มี 2 แบบ ชีวิตของมนุษย์เรานับอายุ 2 แบบครับ ที่เรานับทั่วไปในสังคมคือ คลอดจากท้องแม่วันที่หนึ่งเราเริ่มนับไป อันนี้เรียกอายุคณิตศาสตร์ มันจะเพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งไม่บอกอะไรเลยบอกแค่ว่าเราเกิดนานแล้ว กับอายุที่เป็นอายุชีววิทยา คืออายุชีวิตของเซลล์ เขาบอกถึงภาวะสมบูรณ์ของระบบ อายุนี้สามารถเสื่อมได้อย่างรวดเร็วและฟื้นได้อย่างรวดเร็วด้วย ในความเป็นจริงคือคนเสื่อมไม่พร้อมกัน ไม่ใช่ว่าอายุคณิตศาสตร์เยอะแล้วจะเสื่อมตาม
ฉีดโบท็อก เซลล์ตาย หน้าเบี้ยว!
อาจารย์สำรี บอกว่า คนที่ฉีดเขาไม่รู้ว่าฉีดแล้วเซลล์จะตาย หน้าจะเบี้ยว เขาเลยต้องไปฉีกทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน เพราะเซลล์มันตายทำให้หน้าเบี้ยว เราต้องฟื้นเขา เพราะเซลล์เขาจะจำว่าหน้าตาเราเป็นยังไง ต้องให้เวลาเขาฟื้นชดเชยเซลล์ที่ตายไป แต่ในช่วงที่เขาซ่อมตัวเองหน้าจะเบี้ยว พอหน้าเบี้ยวคนทนไม่ได้ไปฉีดโบท็อกใหม่ เซลล์ก็ตายอีก
สิ่งที่พูดมานี้เป็นองค์ความรู้จริงๆ ไม่ใช่บอกว่าทำอย่างนี้เพื่อรักษาสิ่งนี้ เราเลยได้รู้ว่าถ้าจะเกิดกระดูกเซลล์เขาจะต้องเรียงอย่างนี้ก่อน เซลล์ประสาทสร้างยังไง กล้ามเนื้อหัวใจสร้างกันยังไง เรียกว่าเขาไปทำหน้าที่เฉพาะของเขา พวกเราถึงเดินมาถึงเรื่องการซ่อมและฟื้นฟูสุขภาพ เพราะเรื่องนี้ครับ ซ่อมและฟื้น หรือ Self – Healing เป็นธรรมชาติของชีวิต
การรักษาแบบนี้ใช่คำตอบของการมีอายุวัฒนะ อายุยืนไหม?
อายุยืนไม่มี มีแต่อายุขัย มนุษย์ถูกกำหนดด้วยอายุขัย ซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่เซลล์แล้ว เซลล์มีอายุขัยเท่าไหร่เขากำหนดกันตั้งแต่แรกแล้ว เราจึงไม่มีคำว่าอายุยืน มีแต่ตายก่อนเวลาคือการเสื่อม เป็นโรค อุบัติเหตุ แล้วจริงๆ เซลล์เขาต้องการไปแบบไม่เวียนกลับมาใหม่ด้วย ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงทำสิ่งนี้ได้ ซึ่งถ้าเราใช้ชีวิตไม่มากเกินไปในทุกอย่าง เซลล์สมบูรณ์จนหมดอายุขัย เราก็จะตายแบบสมบูรณ์ ไม่ทุกข์ทรมานตาย ร่างกายถูกออกแบบมาแล้ว ถ้าจะตายเราก็ตายคือเซลล์หมดอายุขัย
สุดท้ายองค์ความรู้พวกนี้บอกเราว่า มันเป็นประโยชน์กับมนุษย์ ถ้าเขาได้เข้าใจว่าเขาควรดูแลร่างกายกันยังไง เพื่อให้อยู่ในภาวะสมบูรณ์ เขาก็จะไม่เป็นทุกข์ของสังขารถูกไหม เราก็จะต้องทำให้สังขารและจิตสมบูรณ์ ต้องสองอย่างอยู่ด้วยกันอาจจะไม่พร้อมกันก็ได้ แต่ว่าต้องมีทั้งสองอย่าง
แล้วสังขารสมบูรณ์ทำยังไง ก็ต้องมาดูก่อนว่าพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเป็นยังไง การใช้ชีวิต อาหารที่กินรวมไปถึงยาด้วย เรากินดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป ก็จะไม่ทำให้เซลล์ป่วย เรามีหน้าที่ต้องดูแลตัวเอง ใช้ชีวิตให้สนับสนุนการมีเซลล์ที่สมบูรณ์

