สปสช.บรรจุวาระ วัคซีน IPD เข้าบอร์ด เผยเหตุผลทำไมต้องนำร่องก่อนใช้ทั่วประเทศ

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

4 กุมภาพันธ์ 2569

สปสช.บรรจุวาระ วัคซีน IPD เข้าบอร์ด เผยเหตุผลทำไมต้องนำร่องก่อนใช้ทั่วประเทศ

สปสช. เปิดเหตุผลมติบอร์ด ให้นำร่อง วัคซีน IPD ก่อนประเมินใช้ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 69 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เผยว่า บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้เริ่ม “นำร่อง” เพื่อเก็บข้อมูลในบริบทประเทศไทยให้รอบด้าน ก่อนตัดสินใจขยายผล โดยยึดหลักความพอเพียงของงบประมาณ คุ้มค่า เป็นธรรม ทำได้จริง ยั่งยืน

ข้อมูลการเบิกจ่ายผู้ป่วยในของ สปสช. ปี 2562–2568

• เด็กอายุ 0–5 ปี นอน รพ. จากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนี้ เฉลี่ย 153 คน/ปี

• ค่าใช้จ่ายรักษา เฉลี่ย 2.45 ล้านบาท/ปี

• หากทำโครงการระดับประเทศ คาดเพิ่มภาระงบ ประมาณ 300–400 ล้านบาท/ปี

จึงยังไม่เห็นชัดว่า ลดค่าใช้จ่ายการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วงนี้งบกองทุนมีข้อจำกัดสูง การเพิ่มสิทธิประโยชน์จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณ

ผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ที่ผ่านมา

กรณีฉีดวัคซีน PCV ในระดับจังหวัดของกรมควบคุมโรคที่มหาสารคามต่อเนื่อง 3 ปี พบว่าอัตราเด็กที่เข้านอนโรงพยาบาลลดลง แต่เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในเขตเดียวกันและภาพรวมประเทศ แนวโน้มการลดลงไม่แตกต่างชัดเจน

จึงยังมีคำถามเชิงนโยบายว่า จำเป็นต้องฉีดพร้อมกันทั้งประเทศทันทีหรือไม่

มติบอร์ด : นำร่องเพื่อเก็บข้อมูลให้ครบ ก่อนตัดสินใจขยายผล

บอร์ดมอบหมายให้ดำเนินการนำร่อง และประสาน สวรส.ร่วมกับกรมควบคุมโรค ออกแบบการวิจัย/ประเมินผล ภายใน 1 ปีหลังเริ่มฉีด โดยเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น

• ความพร้อมของระบบบริการและการดำเนินงานจริง

• อุบัติการณ์ / สาเหตุโรคปอดอักเสบในเด็ก (เชิงระบาดวิทยา)

• การยอมรับวัคซีนและความครอบคลุมการฉีด

• ผลต่อภูมิคุ้มกันระดับชุมชน (herd effect)

• ผลต่ออัตราป่วย/การนอนโรงพยาบาล

• ผลกระทบด้านงบประมาณและความคุ้มค่าในบริบทไทย

“ทำไปพร้อมกัน : ต่อรองราคาเพื่อลดภาระงบ”

ระหว่างนำร่อง บอร์ดเห็นควรให้ สปสช. เร่งต่อรองราคาวัคซีน PCV ให้ใกล้เคียงกลไกระหว่างประเทศ เช่น UNICEF / Gavi, the Vaccine Alliance มากที่สุด เพื่อลดภาระงบประมาณ และเพิ่มความเป็นไปได้ในการขยายผลในอนาคต

บริบทนานาชาติ : แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา บรรจุวัคซีน PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก GAVI ในรูปแบบต่าง ๆ

ขณะที่บางประเทศเลือกเริ่มแบบนำร่องและทยอยขยาย เช่น เวียดนาม

ขณะประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนนี้ยังไม่ได้บรรจุ PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานระดับชาติ และได้ใช้แนวทางเริ่มเชิงพื้นที่ / ท้องถิ่นเช่นกัน

จึงสะท้อนว่า การนำร่องแบบมีเป้าหมาย เป็นทางเลือกที่รอบคอบ เพื่อหาหลักฐานผลลัพธ์จริงให้เหมาะกับบริบทไทย เป้าหมายคือป้องกันโรคในเด็กไทยอย่างเต็มที่ การนำร่องครั้งนี้ทำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และตัดสินใจบนหลักฐานที่เหมาะกับประเทศไทย หากผลนำร่องชี้ชัดถึงประโยชน์ ความคุ้มค่า และความพร้อมของระบบ จะเสนอพิจารณาขยายผลต่อไปอย่างเป็นขั้นตอน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการอนุมัติวัคซีน IPD หรือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบให้ สปสช. ดำเนินการบรรจุวาระนี้เข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ในวันที่ 2 ก.พ. 69 เพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) หรือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดสำหรับเด็ก (IPD) เพื่อให้เด็กไทยได้รับวัคซีนที่จำเป็นในการป้องกันโรค

ทั้งนี้ในการพิจารณาที่ผ่านมาของคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมานั้น ได้มีข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สปสช. ที่จะประชุมในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ให้มีการพิจารณาการฉีดวัคซีน PCV เข้าเป็นชุดสิทธิประโยชน์ ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 2 เดือน, 4 เดือน และ 12 เดือน ทั่วประเทศ

โดยที่ประชุมมีมติให้เริ่มจากการนำร่องฉีดในพื้นที่เสี่ยงสูง ด้วยงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการรักษา ความคุ้มค่า และการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหาวัคซีนเอง เพื่อขยายการเข้าถึง พร้อมมอบหมายให้ สปสช. เจรจาต่อรองราคาอย่างต่อเนื่อง ให้ต่ำที่สุดเพื่อเร่งผลักดันเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์หลัก และให้นำเสนอรายละเอียดงบประมาณต่อคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า หากที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติให้เริ่มดำเนินการก่อนในพื้นที่นำร่องนั้น สปสช. ได้เตรียมความพร้อมด้านงบประมาณไว้รองรับแล้วจำนวนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณนี้