เข้าใจง่ายๆกับ “คดีพิเชษฐ์โยกงบฯ” ขีดเส้นบรรทัดฐานจัดงบลงเขตเลือกตั้ง
แพทตี้ อีจัน
2 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นจากการเป็น สส. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากกรณีที่ถูกร้องว่าโยกงบประมาณทำโครงการในพื้นที่ เป็นการใช้งบทางอ้อมสร้างความนิยม ให้กับตัวเอง
เรื่องนี้ทำให้ สส. หลายคนหวั่นอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะแทบจะเป็นปกติเมื่อเป็น สส. เป็นพรรครัฐบาลก็มักจะจัดสรรงบประมาณ โยกงบประมาณลงพื้นที่ เหตุผลก็นัวๆกันไป ทั้งเรื่องความอยากพัฒนาพื้นที่ แต่ก็แฝงมาด้วยการช่วงชิงคะแนนนิยม เพราะใครเล่าจะไม่อยากเลือกคนที่พัฒนาพื้นที่หรือเอาเงินลงพื้นที่
ก่อนอื่นเรามาดูว่า พฤติการแห่งคดีนี้เป็นอย่างไร โดยเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง “พิเชษฐ์” เป็นรองประธาสภาฯ
เมื่อต้นปี 2566 “พิเชษฐ์” ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาจัดทำโครงการ 4 โครงการ เพื่อของบประมาณปี 2568 วงเงิน 443 ล้านบาท
ประกอบด้วย 1. โครงการสภาผู้แทนบรรเทาทุกข์และความจำเป็นเร่งด่วน 2. โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 3. โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4) โครงการส่งเสริมความมั่นคงอาชีพสตรี
มีการระบุว่าโครงการดังกล่าวคล้ายโครงการแจกเงินทำให้ สำนักนโยบายและแผน สำนักกฎหมาย และสำนักการคลังฯ ของรัฐสภา ให้ความเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีปัญหาและขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2554, ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายฯ, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144
แต่ “พิเชษฐ์” ก็ไม่ยอมแพ้ให้ปรับรูปแบบโครงการใหม่เป็นโครงการสัมมนา 3 โครงการ เพื่อของบประมาณ 350 ล้านบาท โดยมีจำนวนการจัดสัมมนาสูงถึง 2,294 ครั้งภายในหนึ่งปี โครงการได้รับงบประมาณจัดสรรในขั้นต้นเพียง 83 ล้านบาท แต่ได้มีการแปรญัตติเพิ่มจนได้รับงบประมาณ 178 ล้านบาทในที่สุด

จากการตรวจสอบก็พบว่า “พิเชษฐ์” ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ มี “เทอดชาติ ชัยพงษ์” ส.ส. เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน ร่วมเป็นที่ปรึกษาในทั้งสามโครงการ ซึ่งโครงการที่เสนอมาไปลงที่จังหวัดเชียงรายพื้นที่ของ “พิเชษฐ์” เป็นจำนวนมาก มีการรวบรวมทั้งสามโครงการคือ 1.โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน 50 โครงการ พบว่า 28 โครงการ 56% ของทั้งหมด ไปจัดที่จังหวัดเชียงราย และ 15 โครงการอยู่ในเขตของ”พิเชษฐ์”
2.โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 85 โครงการ ไปลงที่เชียงราย 78 โครงการ หรือคิดเป็น 88.2% และ 51 โครงการอยู่ในพื้นที่ของ “พิเชษฐ์” และ 3. โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง 305 โครงการ 266 โครงการ หรือ 87.2% ไปจัดที่จังหวัดเชียงราย และ 191 โครงการอยู่ในเขตของนายพิเชษฐ์
นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 ยังมีการของบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 594 ล้านบาท เพื่อทำโครงการสัมมนาลักษณะเดิม แต่เพิ่มจำนวนขึ้นไปอีกเป็น 2,800 งานต่อปี
พฤติกรรมเช่นนี้นี่เองที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับผู้ร้องและมองว่าผิดปกติจนเป็นที่มาของคำตัดสิน
ซึ่งคำตัดสินของศาลอิงตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่มีวัตถุประสงค์คือการป้องกันการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ซึ่งในอดีตมักถูกเรียกว่า “งบ สส.” หรือ “งบพัฒนาจังหวัด” ที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงหรือสร้างความนิยมในพื้นที่มาแล้ว
อย่างไรก็ตามจากคำวินิจฉัยนี้จะส่งผลกระทบถึงการทำงานของ สส. และนักการเมืองในพื้นที่แน่นอน เพราะจะทำให้ สส. ไม่กล้าที่จะจัดทำงบประมาณ แม้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการนิติบัญญัติ
เรียกว่า สส. อาจระมัดระวังมากเกินไปทั้งที่เป็นการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ตามกฎหมาย บอกเลยว่าเรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และ “คดีพิเชษฐ์โยกงบ” จะถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การจัดทำงบประมาณ และการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงที่ว่าด้วย การจัดการเช่นอนุมัติหรือไม่อนุมัติงบประมาณควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ การที่ฝ่ายตุลาการหรือศาลรัฐธรรมนูญก้าวข้ามมาสู่เรื่องนี้เป็นการลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและ สส. หรือไม่ ซค่งอาจจะขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ