“ตีลังกาเล่าข่าว” เทียบ สิงคโปร์ – ไทย รัฐบาลบอกอะไรในวันวิกฤต

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

6 เมษายน 2569

“ตีลังกาเล่าข่าว” เทียบ สิงคโปร์ – ไทย รัฐบาลบอกอะไรในวันวิกฤต

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

วิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องเจอ แต่การเจออย่างเท่าเทียมไม่ได้แปลว่าทุกประเทศจะรับผลอย่างเท่าเทียม เพราะการรับมือของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน  

และที่สำคัญความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลก็ไม่เหมือนกัน 

ความเชื่อมั่นของ “รัฐบาล” นั้น ไม่ได้มาจากว่าได้รับคะแนนิยมเท่าไหร่ หรือมคนสนับสนุนมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ท่าทีการทำงาน และการบอกกล่าวกับประชาชนอย่างไร และบอกความจริงเพื่อให้ประชาชนรับมือได้อย่างถูกต้องหรือไม่   

ประเทศหนึ่งที่ผู้นำได้รับการยกย่องเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตกับประชาชนคือ “สิงคโปร์”  

ครั้งที่เกิดวิกฤตโควิด -19  นายกรัฐมนตรี “ลี เซียน ลุง” ในขณะนั้น  เขาเลือกที่จะสื่อสารผ่านสามภาษา อังกฤษ มาเลย์ และ จีนกลาง  ซึ่งเป็นคนสามกลุ่มในประเทศ 

การทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อบอกว่าพูดได้สามภาษา แต่เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเชื้อชาติในสิงคโปร์จะได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้โดยตรงจากผู้นำโดยไม่ต้องผ่านการแปล 

แต่นอกจากรูปแบบยังมีเรื่องเนื้อหา ครั้งนั้น “ลี เซียน ลุง” ได้ไม่ด้พยามบอกว่า “โควิด -19” ไม่รุนแรง หรือเป็นโรคกระจอก แต่อธิบายอย่างตรงไปตรงมา พูดถึงความเสี่ยงของการแพร่ระบาด สถิติต่างๆ และยอมรับในสิ่งที่รัฐบาลยังไม่รู้ เพื่อให้ประชาชนมีความตระหนักรู้และระมัดระวังตัว 

และเมื่อมีการพูดถึงเรื่องสถานการณ์ตรงไปตรงมา ก็เริ่มชี้แจงเพื่อให้ลดความตระหนกของการกักตุนเสบียงโดยบอกว่ามีการสำรองอาหารอย่างเพียงพอ 

และทุกครั้งที่มีการประกาศมาตรการสำคัญ จะมีการอธิบายเหตุผล อย่างละเอียดว่าทำไมถึงต้องตัดสินใจเช่นนั้น  กำลังทำเพื่อแก้ปัญหาอะไร และบอกชัดว่าประชาชนต้องทำอย่างไร 

ที่สำคัญคือทุกการพูดเกิดจริงและทำได้จริง  

ครั้งนั้นได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลก และกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะเปลี่ยนนายกฯ เป็น “ลอว์เรนซ์ หว่อง” แต่การสื่อสารก็ยังคงทำให้ทั้งโลกได้เห็นว่า “รัฐบาลจริงใจ” และสื่อสารในภาวะวิกตขนาดไหน  

เขาเลือกจะบอกตรงๆ ว่าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ผลที่ตามมาจะรุนแรงมาก ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่จะเผชิญกับวิกฤตพลังงานทั่วโลก ซึ่งจะรบกวนชีวิตประจำวันและกิจกรรมการผลิต และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อเศรษฐกิจทั่วโลก 

เขาบอกว่ากำลังเตรียมมาตรการรับมือและพัฒนาแผนใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นนี้  

“หว่อง” บอกว่า สิงคโปร์สามารถจัดการกับปัญหาการหยุดชะงักของพลังงานจากตะวันออกกลางในระยะสั้นได้ โดยโรงกลั่นได้ปรับตัวและลดกำลังการผลิตลง ในขณะที่บริษัทต่างๆ กำลังดำเนินการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอื่นจากนอกตะวันออกกลาง  

มีการอธิบายด้วยว่าจะจัดหาพลังงานมาจากไหน แน่นอนว่ารวมถึงสินค้าอื่นๆ ทีจำเป็น  

ส่วนการช่วยเหลือประชาชนก็มีมาตรการระยะสั้นเช่นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังจะต้องเผชิญกับค่าไฟที่สูงขึ้น 

เขาพูดตรงๆว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังไม่ผ่านพ้นไป” และจะยังคงอยู่แม้สงครามจะสงบลง  แต่เนื่องด้วยโครงสร้างพลังงานถูกทำลายและต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นฟู 

จากนั้นก็ขอร้องให้ ภาคธุรกิจ ทบทวนการดำเนินงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ขอร้องให้ภาคครัวเรือน “ใส่ใจกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน” 

เขาบอกว่า “สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นขั้นตอนเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วจะสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง รัฐบาลจะให้การสนับสนุนคุณ แต่การตอบสนองร่วมกันของเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” 

นี่คือการสื่อสารที่ถูกมองว่าจริงใจอย่างที่สุด และที่สำคัญ “ไม่โกหก” ประชาชนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น 

หันมาดูประเทศไทย เรายังพบว่ามีปัญหาเรื่องการสื่อสารและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไม่น้อย   

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงแรกๆ เราไม่เห็นเรื่องการสื่อสารที่ยอมรับว่าสถานการณ์ครั้งนี้หนักหน่วง  ทุกครั้งที่ออกมามีแต่คำพูดให้สบายใจว่า “น้ำมันพอ” มีใช้กว่า 100 วัน  และน้ำมันไม่ขาดแคลน 

แต่ที่สุดการบริหารจัดการทำให้เราเห็นด้วยสายตาประจักษ์จากการที่ต้องต่อคิวเข้าปั๊มซื้อน้ำมันก่อนที่จะพบกับป้ายที่บอกว่า “หมด”  

ความขาดแคลน จากความไม่รู้ทำให้คนยิ่งตื่นตระหนกและกักตุน 

ตามมาด้วยข้อสงสัยเรือง “น้ำมันหายไปไหน” ที่ตอนแรกยืนยันว่าไม่มีน้ำมันหายไปจากระบบ  และโทษมาที่ปะชาชนว่า ขาดเพราะการกักตุนระดับครัวเรือน 

ขัดกับความรู้สึกและล่าสุดก็เพิ่งออกมายอมรับว่ามีข้อสงสัยว่ามีใครบางคนกักตุนจริงๆ 

ถึงนาทีนี้เรายังไม่เห็นใครมาบอกจริงๆ ว่า จากนี้เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ข้าวของจะแพงขนาดไหน และอยู่ยาวไปขนาดไหน และประชาชนควรรับมืออย่างไร  

ที่สำคัญคือ ประชานยังไม่รู้สึกว่า “รัฐ” หรือ “ผู้ประกอบการ” ต้องแบ่งทุกข์ครั้งนี้ไป  ประชาชนรู้สึกกันได้ว่ากำลังเป็นฝ่ายถูกบังคับให้เสียอยู่ฝั่งเดียว 

จริงอยู่วิกฤตทั่วโลกเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่การจะวัดว่าใครดีกว่ากันอยู่ที่การจัดการสถานการณ์ระหว่างนั้นและหลังจากนั้น 

วิกฤตครั้งโควิด – 19 ที่ผ่านมาก็ชัดจากการฟื้นตัวที่ทุกคนก็รู้ว่า “ไทย”  เป็นอย่างไร   

ยังไม่สายที่รัฐบาลจะแก้ แต่ต้องเริ่มจาก “พูดเรื่องจริง” กับประชาชน