“ฟื้นฟูหาดใหญ่” บทพิสูจน์สุดท้าย “อนุทิน” พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ?
บวรวัฒน์ อีจัน
4 ธันวาคม 2568

บริหารแผนฟื้นฟูและเยียวยาหาดใหญ่
บทพิสูจน์ท้ายๆ ของรัฐบาลอนุทิน
หลังจากประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการจัดการภาวะวิกฤตกรณีมหาอุทกภัยภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลภูมิใจไทย นำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนฟื้นฟูเพื่อผลักดันเศรษฐกิจในพื้นที่ที่หยุดชะงักเกือบ 100%
มาตรการเยียวยาและฟื้นฟู ทั้งมาตรการด้านการเงินและภาษีถือเป็น “หมัดท้ายๆ” ของรัฐบาลที่ต้องการกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นในการจัดการวิกฤตน้ำท่วมซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวใต้ ส่งผลให้ความนิยมชมชอบของรัฐบาลอนุทินตกต่ำลง จากความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารที่ไม่เท่าทันต่อเหตุการณ์ และการประเมินปัญหาต่ำเกินจริง ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้บริหารรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่นยังไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างไร แผนเยียวยาดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการเบิกจ่ายที่ต้องลดทอนและขจัดขั้นตอนของราชการและเอกสารที่ยืดเยื้อไม่ทันการ นับเป็นความท้าทายของรัฐบาลอนุทินและพรรคภูมิใจไทยหากต้องการที่จะได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้าโดยเฉพาะจาก “คนใต้”

มหาอุทกภัยน้ำท่วมหาดใหญ่นับเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกเศรษฐกิจของประเทศซึ่งวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2569 ไม่มากก็น้อย โดยเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัว 3.1% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 และขยายตัว 2.8% ในไตรมาสที่ 2 อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเหลือเพียง 1.2% ในไตรมาสที่ 3 และคาดว่าจะขยายตัวต่ำสุดเหลือเพียง 0.4%-0.6% ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่จะมีการฟื้นฟูเยียวยาได้ในระดับใด โดยขนาดทางเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท หาดใหญ่ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับที่ 11 ของประเทศไทยโดยมีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเข้ามาประมาณ 10,000 คนต่อวันโดยเฉลี่ย
โดยสิ่งที่รัฐบาลจะทำนอกเหนือจากการอัดฉีดเงินเข้าสดเข้าสู่ระบบแล้วซึ่งคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 5-6 พันล้านบาท สิ่งที่รัฐบาลจะทำเป็นก้อนใหญ่จริงๆ คือการกำหนดมาตรการทางการเงิน ได้แก่การพักต้นพักดอก และการเติมเงินเข้าไปในระบบ ผ่านการเบิกจ่ายและปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 270,000 ล้านบาท ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย หรือ บสย. ซึ่งจะเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ในพื้นที่ การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการย่อยๆ เช่น สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อเพื่ออนาคตเศรษฐกิจ สินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจ สินเชื่อพัฒนาศักยภาพเพื่อการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ยังรวมถึงการปล่อยสินเชื่อภาคเกษตรวงเงิน 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs โดยแบ่งเป็น 2 โครงการได้แก่ สินเชื่อไทยยั่งยืน วงเงิน 50,000 ล้านบาท และสินเชื่อ SMEs วงเงิน 30,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank ยังมีการปรับกฎเกณฑ์ให้สินเชื่อ SMEs วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า หรือ EXIM Bank มีประกันการส่งออกและสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนธุรกิจส่งออกวงเงิน 12,000 ล้าน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีการอัดฉีดสินเชื่อวงเงิน 3,000 ล้าน และธนาคารอาคารสงเคราะห์วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นต้น สินเชื่ออดังกล่าวเชื่อว่าจะกระจายให้กับ SMEs ในพื้นที่ภัยพิบัติจำนวน 100,000 ราย โดยเฉพาะในภาคบริการ เช่นโรงแรม ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้า ซื้อมาขายไป ที่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากมหาอุทกภัยครั้งนี้

ในขณะที่มาตรการด้านภาษีจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซ่อมแซมความเสียหายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาการชำระภาษีต่างๆ ออกไป รวมถึงการที่ผู้ประสบภัยทั่วไปสามารถเอาค่าซ่อมบ้านและรถยนต์มาลดหย่อนภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ประสบภัยสามารถนำค่าซ่อมแซมสินทรัพย์ในธุรกิจมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า เป็นต้น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งคาราวานสินค้าธงฟ้าเข้าพื้นที่เพื่อลดค่าครองชีพของผู้ประสบภัย ในขณะที่การท่องเที่ยวก็เตรียมกิจกรรมดึงคนให้กลับเข้าไปเที่ยวในพื้นที่เหมือนเดิม สนับสนุนให้หน่วยงานรัฐจัดการประชุมและสัมมนาในพื้นที่อีกด้วยเพื่อให้เงินสะพัดในท้องถิ่น มาตรการสุดท้ายคือการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อถอดบทเรียนจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ระบบจัดการน้ำ ระบบเตือนภัย และผังเมือง เพื่อนำบทเรียนต่างๆ มาจัดทำเป็นแผนแม่บทเพื่อป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืน
รัฐบาลเชื่อว่าเม็ดเงินที่ใส่เข้าไปในระบบจะช่วยพยุงเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 4 และทำให้เศรษฐกิจในปี 2569 ขยับขึ้นไปได้ 0.36% โดยก่อนหน้านี้ หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินต่างๆ ได้คาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ไว้ที่ 1.6% ถึง 2%

นอกจากแผนฟื้นฟูเยียวยาเฉพาะหน้าแล้ว รัฐบาลอนุทินยังได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของอำเภอหาดใหญ่ เพื่อเป็นการพลิกวิกฤตสู่โอกาส ถือเป็นการพลิกโฉมหาดใหญ่ไปสู่อนาคตใหม่ทั้งหมด โดยมีจุดประสงค์ที่จะสร้างหาดใหญ่ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City และการวางเป้าหมายหาดใหญ่ให้เป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่เหมือนเมืองปีนังของมาเลเซียที่เคยทำสำเร็จและพลิกโฉมทางเศรษฐกิจของตนเองมาแล้ว หาดใหญ่เองมีความพร้อมด้านบุคลากร เพราะมีมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ หรือ มอ. เป็นฐานในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทั้งหมดนี้ถือเป็น “บทพิสูจน์” ท้ายๆ ของรัฐบาลอนุทินถึงความสามารถในการบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตและภัยพิบัติ รวมถึงคะแนนนิยมที่จะได้รับฉันทามติจากพี่น้องชาวใต้และประชาชนทั่วไปเพื่อสิทธิในการเป็นรัฐบาลอีกหนึ่งสมัยหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้