ยุบสภาก่อนกำหนด?เมื่อ “เพื่อไทย” เล่นบท “ตัวบั๊ก” ทางการเมือง
ทีมออนไลน์
7 พฤศจิกายน 2568

ตีลังเล่าข่าว โดย กรรณะ
“ผมก็ตั้งใจจะยุบสภา 31 ม.ค. 69 อยู่แล้ว ผมคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ ถ้าเกิดมันเป็นเกมการเมือง แล้วเกิดรัฐบาลมันสู้เกมการเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างกันแค่เดือนเดียวคงไม่ได้เกิดความแตกต่างอะไรมากนัก” สิ้นประโยคนี้ของ “นายกฯหนู – อนุทิน ชาญวีรกูล” เล่นเอาการเมืองสะท้านสะเทือนกันไปทั่ว
ก่อนหน้านี้ใครจะคิดว่าการยุบสภาเร็วจะกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองเรื่องอำนาจของรัฐบาลภูมิใจไทยไปได้ขนาดนี้
นั่นก็ไม่ใช่เพราะอะไร เอาง่ายๆว่า เพราะทั้งสองพรรคใหญ่อย่าง “เพื่อไทย” และ “ประชาชน” ต่างก็มีความต้องการที่จะเป็นไปตามระยะเวลาทั้งสิ้น
“เพื่อไทย” ที่ไม่เคยกลัวการเลือกตั้ง แต่นาทีนี้ดููก็รู้ว่ายังไม่อยากรีบเข้าสู่สนามวัดคะแนน ขณะที่ “ประชาชน” มีความต้องการที่ใส่อยู่ใน MOA คือความต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่าน และเดินหน้าสู่การทำประชามติ

หาก “นายกฯหนู” เลือกการยุบสภาก่อนกำหนดอะไรจะเกิดขึ้น ?
ประการแรก ไม่มีใครที่จะพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งมากไปกว่า “ภูมิใจไทย” แล้ว เพราะนายทีนี้ทุกสรรพกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นทุน อำนาจรัฐ บ้านใหญ่ที่หลั่งไหลเข้ามา
จาก “พรรคบ้านใหญ่” ที่ครองพื้นที่ไม่กี่จังหวัด ตอนนนี้กลายเป็นโมเดลบ้านใหญ่ทั่วประเทศ
ก่อนหน้านี้ “อีสาน” เป็นของ “เพื่อไทย” ยากจะมีใครตีตื้น แต่วันนี้ผลโพลชี้ว่า “ภูมิใจไทย” ไม่ได้มีที่ยืนแค่ “อีสานใต้” อีกต่อไป
ส่วนภาคใต้ที่เคยเป็นของ “ประชาธิปัตย์” การเลือกตั้งครั้งที่แล้วแบ่งเค้กกันไปทั้ง “ประชาธิปัตย์ – ภูมิใจไทย – พลังประชารัฐ – รวมไทยสร้างชาติ – ก้าวไกล” แต่นาทีนี้น่าจะเหลือแค่สองพรรคหลักที่แย่งพื้นที่ก็คือ “ภูมิใจไทย” ภายใต้การบัญชาการของ “โกเกี๊ยะ – พิพัฒน์ รัชชกิจประการ” และ “กล้าธรรม” ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ผู้กอง – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”
ว่ากันตามจริงนาที่นี้ “กลุ่มอนุรักษ์” นิยมน่าจะรวมกันติดหลังจากที่เสียงเคยแตกเป็นหลายพรรคทำให้พ่ายอีกฟากอย่างไม่เห็นฝุ่น

มิพักต้องพูดถึง “ข้าราชการ” ที่วันนี้ไม่เกียร์ว่างอีกต่อไป เพราะพอจะมองออกว่าใครที่จะให้คุณให้โทษกับตัวเองได้
ขณะที่อีกขา “พรรคประชาชน” ก็ผูกการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้กับวันเลือกตั้ง ซึ่งยังต้องใช้เวลากว่าโร้ดแม็ปจะเดินไปถึงวันนั้น
หาก “ประชาชน” มีเป้าหมายสูงสุดที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะอย่างไรก็ต้องหอบหิ้ว “รัฐบาลภูมิใจไทย” และ “นายกฯหนู” ไปจนสุดทาง ใครจะบอกว่าแบกพวกเขาก็ต้องกัดฟันกลืนเลือด เพราะนี่คือความหวังเดียว
ขณะที่ “ภูมิใจไทย” ก็ได้แต่บอกว่า “แล้วไงใครแคร์” เพราะต่อให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ พวกเขาก็ยังได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขาชอบ และยังสามารถโยนว่าไม่ใช่พวกเขาเสียหน่อยที่ทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านและเดินหน้าสู่การทำประชามติไม่ได้
ซึ่งเรื่องราวก็ไม่น่าจะมีอะไรหากไม่มีตัว “บั๊ก” ของ MOA ที่ชื่อว่า “เพื่อไทย”
“บั๊ก” ในภาษาคอมพิวเตอร์คือความผิดพลาดของระบบ ที่จะทำให้การแปรผลออกมาไม่ถูกต้อง หรือทำให้โปรแกรมไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ต้องการ
นาทีนี้ “เพื่อไทย” จึงเป็น “บั๊ก” ของ MOA ที่พร้อมจะทำให้ไม่บรรลุผล
ปัจจัยของ “บั๊ก” ตัวนี้อยู่ที่ความแค้น และการแย่งชิงพื้นที่ พวกเขารู้ว่าไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถไปซื้อใจฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ แต่สิ่งที่พวกเขาจะทำได้คือแย่งชิงคะแนนของอีกฟากที่ตอนนี้ถูกยึดกุมโดย “พรรคประชาชน”
“เพื่อไทย” เชื่อว่าการที่พวกเขาไม่ได้เป็นรัฐบาลต่อ เป็นเพราะ “ประชาชน” ไม่โหวตให้ แต่เลือกที่จะไปยกมือหนุน “นายกฯหนู” ดังนั้นหาก MOA ล้มเหลว ก็จะเป็นการตอกย้ำว่า “ประชาชน” ทำพลาด
ถ้า “พรรคประชาชน” ไม่ยกมือหนุน “นายกฯหนู” หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เท่ากับว่า MOA ก็เป็นอันจบลง การแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ชี้ชัดว่า การตัดสินใจของโหวตหนุนรัฐบาลครั้งแรกนั้นผิดพลาด
ในทางกลับกันถ้ายกมือหนุน ข้อกล่าวหาเรื่อง “ฝ่ายคุ้ม” ก็จะถูกสาดซัดเข้าใส่ยามถึงวันเลือกตั้ง
หาก “เพื่อไทย” เลือกยื่นอภิปรายจริง ก็เท่ากับว่า “พรรคประชาชน” ต้องถึงทางเลือกอีกครั้งที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็เป็นทางตันทั้งสิ้น และดูเหมือนจะเลือกยากกว่าวันโหวตเลือก “นายกฯ” เสียอีก
มีคนเสนอว่า หาก “เพื่อไทย” อยากอภิปรายเพื่อโชว์ความสามารถและดึงคะแนน ทำไมไม่เน้นไปที่การอภิปราย “ผู้กองธรรมนัส” ผู้ที่ตอนนี้มีแผลเต็มตัว
คำตอบก็ง่ายๆว่า การอภิปราย “ผู้กองธรรมนัส” ดูท่าจะเจ็บตัวเสียมากกว่า เพราะในเรื่องนี้ตัวเองก็มีแผล แถมหากมีการอภิปรายเพียงคนเดียวจริง มีหรือ “พรรคประชาชน” จะไม่จัดอย่างเต็มสูบ เพราะแค่นี้ก็กลายเป็นคู่กัดกันเสียแล้ว ดีไม่ดีจะชิงซีนจาก “เพื่อไทย” เสียด้วยซ้ำ
และแม้ยุบสภาเร็วอาจจะเป็นผลเสียกับ “เพื่อไทย” มากกว่าผลได้ แต่พวกเขาอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว
การเมืองจึงยังลูกผีลูกคน การยุบสภามีทางเลือกเป็นไปได้ตั้งแต่ 31 มกราคม 2569 ตามที่กำหนด หรือกระทั่งทำได้ทันทีที่เปิดสภา ทั้งนี้ก็ขึ้นกับ “ตัวบั๊ก” อย่าง “เพื่อไทย” ว่าจะขับเคลื่อนไปทางไหน หรือขยับเขยื้อนด้วยแรงขับแบบใด