ศึก “ไทย–เขมร” ปะทุ! ปฏิทินยุบสภา 12 ธ.ค. ส่อเลื่อน

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

9 ธันวาคม 2568

ศึก “ไทย–เขมร” ปะทุ! ปฏิทินยุบสภา 12 ธ.ค. ส่อเลื่อน

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

พลันที่เสียงปืน เสียงระเบิดดังขึ้น “ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” ก็จบลง ไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นศัตรูบนสมรภูมิ แม้จะใช้คำเรียกว่าการปะทะ การกระทบกระทั่ง การรบ แต่ที่สุดทุกคนรู้ว่านี่คือ “สงคราม” และอาจจะไม่ใช่สงคราม 5 วัน อย่างครั้งที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้หน้าข่าว หรือวงการต่าง ๆ ล้วนกระเพื่อม  แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทุกอย่างก็สะดุดหยุดลง หลายคนส่งกำลังใจไปยังทหารแนวหน้า และคอยดูว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงที่ไหน

นาทีนี้ “รัฐบาล” แย่งชิงทุกพื้นที่และโยนเรื่องทุกเรื่องทิ้งไป ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้กำลังซวนเซไม่ว่าจะเป็นจากกรณีแก๊งสแกมเมอร์ หรือจากการบริหารจัดการน้ำท่วมที่สอบตก

คะแนนนิยมของรัฐบาลดิ่งเหว ชนิดที่แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นรัฐบาลได้เพียงสองเดือนจะน่วมขนาดนี้  แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะคิดว่ากำลังได้เปรียบแบบสุดๆ เพราะเกมการเมืองทั้งเหนือเข็มขัด และใต้เข็มขัดกำลังเป็นต่อ

แถมคิดว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจจะจะชิงยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม  เพื่อหนีทั้งการอภิปราย และยังไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หรือกระทั่งใช้ความได้เปรียบเชิงอำนาจและฐานเสียงเอาชนะในเกมเลือกตั้ง

แต่ที่ไหนได้เมื่อคะแนนตกต่ำ อะไรที่ว่าแน่ก็ดูเหมือนจะไม่แน่

จู่เหตุการณ์ปะทะไทย – กัมพูชา ก็แทรกตัวเข้ามาท่ามกลางวิกฤต  แน่นอนเมื่อโอกาสมาแบบนี้ มือการเมืองอย่าง “ภูมิใจไทย” ไม่ปล่อยผ่านแน่ๆ  พวกเขาพร้อมเกาะกระแส โยนการตัดสินใจให้กองทัพ และสนับสนุนกองทัพ ปลุกเลือดรักชาติคนในประเทศให้ร้อนฉ่า 

ขณะที่หากอ่านสถานการณ์หน้างานตอนนี้ การยุบสภาน่าจะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม อย่างที่คาด และแน่นอนว่า “รัฐบาล” มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ยุบสภาฯ โดยอ้างเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบ

และใช่ว่าจะอยู่แบบลำบาก เพราะนาทีนี้ขืนใครยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะโดนข้อหา “ไก่ในเล้า”  ตีกันเองทั้งๆที่อยู่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ดังนั้นต่อให้ไม่รักกันก็จำเป็นต้องอยู่กันไปแบบนี้

ขณะที่ “ภูมิใจไทย” เองแทบจะไม่เสียอะไรในเกมนี้เลย  เพราะพวกเขาให้การตัดสินใจไปอยู่กับกองทัพทั้งหมด ภายใต้เหตุผลเรื่องการสนับสนุน โดยแทบจะลืมว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ที่เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

เกมในประเทศหลังเหตุปะทะ “รัฐบาล” จึงคุมได้แบบเบ็ดเสร็จ

แต่เกมในต่างประเทศเล่า อาจจะเป็นอีกแบบ หากอ่านจากหน้าสื่อต่างชาติทุกสำนัก ต่างพาดหัวไปในทางที่ไม่เป็นบวกกับไทยมากนัก

แปลว่าจากนี้เราจะเจอเกมการทูตอย่างหนัก คำถามใหญ่คือเราจะทำอย่างไรไม่ให้ชนะศึกแต่แพ้สงคราม

แม้ครั้งนี้เราอาจจะยึดพื้นที่ต่างๆได้ แต่ระยะยาวเราจะทำอย่างไร เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือหากเจอโลกกดดันให้เราคืนพื้นที่ที่ยึดมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “ข้อพิพาท” เราจะปฏิเสธการทำตามได้หรือไม่

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเวทีโลกชี้มือมาว่าเราผิด การกfดันทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างหนักหน่วง คำถามคือรัฐบาลรับไหวหรือไม่และแค่ไหน

เกมนี้อาจจะสะใจใครหลายๆ คนที่รอคอยรอบสองมาเนิ่นนาน แต่บอกเลยว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก