งานยากของไทย!ในโลกใบใหม่ของ “นักเลงโต”
ทีมออนไลน์
18 กรกฎาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
ออกตัวไว้ก่อนว่าวันนี้ผู้เขียนจะไม่ได้ชื่นชม หรือตำหนิรัฐบาล แต่จะชี้ให้เห็น “งานยาก” ที่เราต้องเจอกับภาวะและปัญหาของเศรษฐกิจในระเบียบโลกใหม่ที่เป็นโลกของ “นักเลงโต”
ขอเกริ่นสักนิดว่า ในอดีตแม้ชาติมหาอำนาจจะได้เปรียบสักขนาดไหน แต่ WTO หรือองค์การการค้าโลกก็ยังคอยเป็นผู้คุ้มกฎ ไม่ให้มีการกีดกันทางการค้าอย่างโจ่งแจ้ง หรือขึ้นภาษีอย่างบ้าเลือดเพื่อกดดันรัฐอื่นให้ทำตามที่ตัวเองต้องการ
แม้หลายทีกฎ WTO จะทะแม่งๆ และรู้กันว่าเอื้อให้กับใคร แต่อย่างน้อยการค้าระหว่างประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่เป็นธรรมและเอื้อต่อการค้าขายระหว่างประเทศ
แต่โลกใบใหม่ได้เริ่มขึ้นหลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สอง เขาพังทลายระเบียบโลกเดิมเสียหมดสิ้น และใช้ “กำแพงภาษี” เป็นเครื่องมือกดดันชาติที่เล็กกว่า เหมือนเป็น “นักเลงโต” ที่คอยทุบคนที่ด้อยกว่า และบังเอิญว่า ไม่มีประเทศไหนที่ใหญ่ไปกว่า “นักเลงโต” คนนี้
“ทรัมป์” ประกาศใช้มาตรการภาษีอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ขูดเลือดขูดเนื้อ ประเทศอื่น โดยอ้างว่าเพื่อให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) แต่ละประเทศโดนกำแพงภาษีนำเข้าสูงลิบลิ่ว
เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่อัตราภาษีที่ประกาศ แต่เป็นการเริ่มต้นต่อจากอัตราภาษีนำเข้าเดิม เช่น “ไทย” ที่บอกว่าโดนภาษี 36% ก็ไม่ได้แปลว่าภาษีนำเข้าคือ 36% แต่เป็น 36% ที่บวกเข้าไปจากฐานภาษีเดิม 10% แปลง่ายๆเราจะโดนภาษีนำเข้า 46%
ถ้าราคาของเข้าไปขายในอเมริกาตั้งไว้ที่ฐานชิ้นละ 100 บาท ก็จะต้องขายในราคา 146 บาท เพิ่มจากที่ตั้งกว่าครึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อในอเมริกาเลือกจะไม่ซื้อ หรือนักลงทุนของอเมริกา ที่เข้ามาลงทุนในบ้านเราเพื่อส่งของกลับไปก็ต้องทบทวนว่าจะทำต่อหรือไม่ เพราะขืนเดินหน้าสินค้าก็อาจขายไม่ออก

แต่เรื่องไม่จบเพียงแค่นั้นเพราะ “ทรัมป์” ประกาศว่า ภาษีนี้ยังไม่ใช่ตัวจบ อาจจะลดหรือเพิ่มได้ขึ้นกับการเจรจาดังนั้น “จงมาหาข้าเสียดีๆ”
ช่วงเริ่มต้น “ทรัมป์” พูดถึงเรื่องนี้ชัดว่า “พวกเขารีบเข้ามาจูบก้นผมในทันที” นี่คือความคิดของนักเลงโตที่มองว่าตัวเองได้เปรียบ แม้จะน่าขยะแขยง แต่ทุกคนก็ต้องจำใจทำ เหมือนโนบิตะ ที่ต้องฝืนยิ้มเข้าหาไจแอนท์ไม่ว่าจะโดนดูถูกสักเพียงไหน
แต่ถ้าไม่ไปเจรจา ก็จะลำบากด้วยเหตุผลสองประการ 1.สหรัฐฯ เป็นตลาดสินค้ารายใหญ่ 2.หากมีประเทศอื่นเจรจาสำเร็จ อัตราภาษีของสองประเทศที่มีสินค้าคล้ายกันจะต่างกัน ไม่บอกก็รู้ว่าคนซื้อจะซื้อของใครหรือนักลงทุนจะไปที่ไหน
ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกล สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือ ตอนนี้เวียดนามโดนภาษี 20% ส่วนไทยโดน 36% ห่างกันถึง 16%
100 บาท ต่างกัน 16 บาท และหากค้าขายในระดับพันล้าน ตัวเลขก็ต่างกันระดับร้อยล้าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนวิ่งเข้าหา
และ “ทรัมป์” ยังใช้เรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมืองอย่าง กรณี “บราซิล” ที่ไม่ยอมและหันไปจับมือกับจีน “บราซิล” จู่ๆก็โดนภาษีเพิ่มเป็น 50% หรือญี่ปุ่นที่เจรจาแล้วไม่สำเร็จ จากภาษี 25% ก็กลายเป็น 26%
กลับมาที่ไทย นาทีนี้เจองานยาก เพราะมีสองชาติที่เจรจาสำเร็จ คือ “เวียดนาม” และ “อินโดนีเซีย” โดยงานยากไม่ได้อยู่ที่เขาเจรจาสำเร็จ แต่อยู่ที่เงื่อนไขที่เขาเจรจาสำเร็จต่างหาก
เรื่องนี้อาจจะตั้งต้นที่ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ผลที่ได้มากลับเป็นภาษีนำเข้าประเทศตัวเอง ที่ใครหลายคนเรียกว่า “แก้ผ้า” ให้อเมริกา เพราะกลายเป็นว่าตัวเองไม่สามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯได้เลย เพราะถูกกำหนดว่าภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯต้องเป็น 0%
นี่คือบรรทัดฐานที่สองประเทศนี้ได้วางเอาไว้ และบอกกลายๆว่าหาก “ไทย” อยากได้อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ดีก็ต้อง ลดภาษีนำเข้าประเทศตัวเองให้เหลือ 0% เหมือนกัน
หลายคนบอกว่าก็ลดสิ อย่างน้อยก็ทำให้การส่งออกเราดีขึ้น แต่เรื่องจริงไม่ได้จบแค่ความต่างระหว่างภาษีของประเทศ หรือตัวเลขดุลการค้า แต่เรื่องจริงอยู่ที่หากเราปลดล็อกภาษี 0% สินค้าจากอเมริกาจะเข้ามาทุ่มตลาดบ้านเรา
โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ธัญพืช จะดาหน้าเข้ามา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทำได้เยอะกว่าและถูกกว่า และเมื่อถึงจุดนั้นเกษตรการ ที่เป็น “เส้นเลือดหลัก” ของประเทศนี้ก็จะทยอยตายไปเรื่อยๆ
และข้อเสนอใต้โต๊ะ ที่มีการยื่นคือ จะไม่ทำให้ภาษีนำเข้าบ้านเราเป็น 0% ก็ได้ แต่ก็ต้องเปิดเสรีสินค้าเกษตร
ที่ผ่านมาบ้านเราแม้ไม่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตรเนื่องจากติดเงื่อนไข WTO แต่ก็ตั้งกำแพงด้วยคุณภาพ เช่นมาตราฐานสารเร่งเนื้อแดงในหมู หรือ สารปนเปื้อนในธัญพืช
บ้านเราตั้งกำแพงด้วยการกำหนดค่าเหล่านี้ให้สูงกว่าค่าสากล และสูงกว่าค่ามาตรฐานของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการไหลทะลักของสินค้า และป้องกัน “เกษตรกรไทย” ซึ่งหากเรายอมรับเงื่อนไขด้วยการปลดเงื่อนไขเหล่านี้ เกษตรกรบ้านเราก็รอวันตายเช่นกัน

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่เกิดกับ “ญี่ปุ่น” ที่สหรัฐฯ เสนอให้เปิดเสรีข้าว ที่ “ญี่ปุ่น” ไม่สามารถให้ได้เพราะต้องการปกป้อง “ชาวนาของชาติ” ที่สุด สหรัฐฯ ก็ใช้หมัดเหล็กนักเลงโตเพิ่มภาษีแบบดื้อๆ
คำถามคือไทยจะเลือกแบบไหน
ถ้าตอบกันตรงๆ ก็คือไม่น่าเลือกด้วยกันทั้งคู่ แต่ความเป็นจริงแล้วเราไม่เลือกไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอประเภทกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างการเปิดเสรีธุรกิจสื่อสาร ที่ฟังผิวเผินอาจจะดีเพราะบ้านเราก็ผูกขาด แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าอีกมิติของการโทรคมนาคมคือเรื่อง ความมั่นคง จะเกิดอะไรขึ้นหากเรื่องความมั่นคงของเราไปอยู่ในมือของต่างชาติ
หรือการให้เปิดเสรีทางการเงินซึ่งจะเท่ากับ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ต่างชาติก็จะพาเหรดเข้ามา และที่สุดแนวทางการเงินและนโยบายก็จะถูกกำหนดโดยต่างชาติ ซึ่งหากวันไหนทุนไหลออกวันนั้นเราก็เสี่ยงกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจ
นี่คือทางเลือกที่เราจะต้องเจอหากเจรจากับ “นักเลงโต” คนนี้สำเร็จ ซึ่งจะไม่รวมว่าเราจะต้องไปยืนอยู่ตรงข้ามกับมหาอำนาจอีกฟากอย่างจีน
แต่หากเราเจรจาไม่สำเร็จ เราก็จะเจอปัญหาหนักทางเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯถึงเกือบ 1 ใน 5 ไม่รวมถึงการลงทุนที่เสี่ยงจะถูกถอนออกไป ซึ่งจะทำให้เหมือนเราค่อยๆแห้งตายไปเรื่อยๆ
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราทั้งชาติต้องเจอ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ เราก็ได้แต่ให้กำลังใจ เพราะต่อให้เราไม่ชอบรัฐบาล แต่หากเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบ นั่นก็หมายถึงผลกระทบที่เราทั้งหมดต้องรับร่วมกัน ไม่ใช่เพียงแค่ใครคนใดคนหนึ่ง
นี่คือโลกที่ “นักเลงโต” ที่คนตัวเล็กจะต้องยืนอยู่ให้ได้ และเป็นโจทย์ที่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่เราต้องลุ้นให้ผลการเจรจาเป็นลบให้น้อยที่สุด