วันที่ “ช็อกมินต์” ไม่หวาน เพื่อไทย-ภูมิใจไทย สิ้นสุดทางเพื่อน

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

18 มิถุนายน 2568

วันที่ “ช็อกมินต์” ไม่หวาน เพื่อไทย-ภูมิใจไทย สิ้นสุดทางเพื่อน

ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”

สุดท้ายข่าวลือก็เป็นความจริง แม้สองพรรค “เพื่อไทย – ภูมิใจไทย” จะปฏิเสธความร้าวฉานมานาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าเส้นทางระหว่างเพื่อนอาจจะไปต่อไม่ได้

ย้อนไปเกือบสองปี “เพื่อไทย – ภูมิใจไทย “ จัดปาร์ตี้ช็อกมินต์ชื่นมื่นจัดตั้งรัฐบาล ผลัก “ก้าวไกล” ที่มี สส. อันดับหนึ่งให้เป็นฝ่ายค้านชนิดมองตาปริบๆ

วันนั้นความปรารถนาอยากเป็นรัฐบาลสูงส่ง  ยอม “ภูมิใจไทย” ทุกทางถึงขนาดมอบเก้าอี้ “มท.1” ที่เหมือนเป็นมือไม้หลักของรัฐบาลให้อย่างไม่ลังเล

กว่าจะรู้ตัวว่า เพื่อนสนิทตีกินเดินหน้านโยบาย ส่วนตัวเองจะทำอะไรก็ติดขัด แถมยังทำตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล คอยขัดขวางเรื่องต่างๆที่ไม่ใช่แนวทางของพรรค แต่ก็ไม่แปลกเพราะใครที่ถือไพ่เหนือกว่าก็ย่อมมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า

“ภูมิใจไทย” ไม่หยุดเดินหน้ารุกหาแนวร่วม สว. จนครอบรองแทบจะเบ็ดเสร็จ กว่าจะรู้ตัว “เพื่อไทย” ก็เกือบตาย และต้องหาทางเอา “มหาดไทย” คืน

ความหมายของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ “มหาดไทย” หรือกระทรวงหนึ่งกระทรวง แต่เป็นการประกาศอิสรภาพของเพื่อไทยว่า จากนี้จะไม่อยู่ใต้เงา “หนู – เน” อีกต่อไป

“เพื่อไทย” อ่านเกมสองสามชั้น  ชั้นแรก เชื่อว่า  “ภูมิใจไทย”  ถึงที่สุดก็จะไม่อยากออกจากรัฐบาล  เพราะพรรคที่รวมตัวด้วย สส. บ้านใหญ่ย่อมอยากเป็นรัฐบาลมากกว่า เหมือนที่ใครบางคนบอกไว้ว่า “เป็นฝ่ายค้านมันอดอยาก”

และที่ผ่านมาพอถึงคราว “ภูมิใจไทย” เองก็ยอมอ่อนเหมือนครั้งตอนโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

ชั้นต่อมา “เพื่อไทย” ก็เผื่อใจไว้ว่าหาก “ภูมิใจไทย” ไม่ยอม ตัวเองก็ไม่ถึงขั้นยุบสภา เพราะไปคำนวณคณิตศาสตร์การเมืองมาแล้ว และผลลัพธ์หลังเครื่องหมายเท่ากับคือคำว่า “พอ”

ปัจจุบัน สส.ในสภามีจำนวน 495 เสียง  รัฐบาลจาก 12 พรรคการเมือง รวม 325 เสียง

หาก “ภูมิใจไทย” เป็นฝ่ายค้าน ก็จะหายไป 69 เสียง จะเหลือ 256 เสียง  ส่วนรวมไทยสร้างชาติหากไม่รวมกลุ่ม “เสี่ยเฮ้ง” ที่มี 18 เสียง ก็จะทำให้เหลือ 238 เสียง จึงต้องลุ้นว่า กลุ่มนี้จะยังอยู่กับรัฐบาลหรือไม่

แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าจะยังอยู่กับรัฐบาล เพียงแต่อาจจะแยกตัวเป็นอิสระ

นอกจากนี้ยังอาจดึงกลุ่ม “พลังประชารัฐ” ที่อยู่กับ “บิ๊กป้อม”  มาเติมได้อีก

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าถ้า “ภูมิใจไทย” ไม่อยู่พลังดูดก็จะแรงขึ้น เพราะเท่ากับเก้าอี้รัฐมนตรีว่างถึง 8 เก้าอี้ เหลือพอจะใช้เป็นทุนรอนในการแจกจ่าย

ดีดลูกคิดแล้ว “เพื่อไทย” จึงได้คำตอบว่า “พอ” และเดินเกมสิ้นสุดทางเพื่อน

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าคะแนนที่มีมันปริ่มน้ำขนาดไหน อีกทั้งการไม่มี “ภูมิใจไทย” อาจจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ในบางเรื่องของรัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับ มิพักต้องพูดถึงปัญหาชายแดน

“เพื่อไทย” เองก็รู้ และการปรับ ครม. ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเฟสสุดท้าย เดินหน้าผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จัดโครงการลงพื้นที่อย่างที่อยากทำ ตุนพละกำลังและคะแนนเสียง  ก่อนที่จะยุบสภาในต้นปีหน้าเพื่อเข้าโหมดเลือกตั้ง 

แปลว่าเส้นทางที่ยาวที่สุดของ “รัฐบาลเพื่อไทย” ในความคิดของตัวเองจึงไม่น่าเกินกลางปีหน้า ทั้งหมดจึงขึ้นกับการเดิมพันครั้งนี้

แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า มีอีก “ซีนาริโอ้” ที่แม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ คือตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รวมกับ “พรรคประชาชน” และรวมกับ “รวมไทยสร้างชาติ” กลุ่ม “เสี่ยเฮ้ง”  ก็จะได้ 267 เสียง

แต่ที่สำคัญการเดินเข้าสู่หมากนี้ต้องทำให้ “นายกฯอุ๊งอิ๊ง”  ยอมลุกจากตำแหน่งโดยไม่สามารถยุบสภาได้  ซึ่งก็หมายถึงกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญวางกับดักเอาไว้ โดยผู้ที่มีบทบาทในเกมนี้มากที่สุดก็คือ “สว.สีน้ำเงิน” นั่นเอง

หากจะเล่นเกมนี้ปัญหามีเพียงอย่างเดียวคือจะ “ดีล” กับ “พรรคประชาชน” อย่างไร เพราะพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม “พรรคประชาชน” คือสิ่งประหลาดทางสภาพแวดล้อมการเมืองแบบปัจจุบัน ที่ไม่สามารถต่อรองได้ง่ายๆ

และแม้จะดีลมาได้ ด้วยเสียงปริ่มน้ำ เส้นทางของรัฐบาลใหม่ก็จะจบที่ไม่เกินกลางปีหน้าเช่นกัน

“ซีนาริโอ้” สุดท้ายคือ “เพื่อไทย” ยอมให้เดินต่อกันไปแบบนี้  รัฐบาลก็จะอยู่ในสภาพหัวไปทางหางไปทาง  แถมก็จะระแวงกันไปเรื่อยๆ

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ ทางเพื่อนของ “เพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” มันสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง ที่เหลือก็แค่สภานี้จะปิดฉากลงเมื่อไหร่ก็เท่านั้น