ในวันที่ “เสี่ยหนู” เริ่มไม่หวานเจี๊ยบ!

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

29 พฤษภาคม 2568

ในวันที่ “เสี่ยหนู” เริ่มไม่หวานเจี๊ยบ!

ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”

แม้จะมีการพยายามพูดแก้ข่าวให้สถานการณ์ดูดี ดูไม่มีอะไร แต่แค่มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ารัฐบาลง่อนแง่นเต็มทน เสถียรภาพยืนอยู่บนเส้นด้ายอันบอบบาง “เพื่อไทย – ภูมิใจไทย” ขณะนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนพรรคร่วมรัฐบาล

สองพรรคใช้ สงครามตัวแทนซัดกระหน่ำกันอย่างไม่ยั้งมือ จากตอนแรกที่อาจจะหวังแค่ขัดขา ตัดตอน แต่เรื่องราวต่างๆ มาไกลเกินกว่าจะตัดจบ

คดี “ฮั้ว สว.” ลุกลามบานปลายไปสู่การยุบพรรค มีคนออกมาเปิดชื่อ “ผู้มีบารมี” ที่ไม่ได้หยุดแค่ในพรรคสีน้ำเงิน ในทางการเมืองแม้อาจจะรอมชอมกันได้ แต่ในทางคดีบอกเลยว่าเกินกว่าที่จะหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว

คดียุบพรรคจ่อคอหอยพรรคภูมิใจไทย ข้อมูลต่างๆ หลุดมาไม่เว้นแต่ละวัน ต่อให้อยากหยุดก็หยุดไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นว่าคนที่หยุดจะมีความผิดเอาซะเอง

คิดดูขนาด กกต. ยังต้องเลยตามเลย ไม่ขัดไม่ขวางและเดินตามเกมไปแล้ว

“ภูมิใจไทย” เองก็โต้ทุกทาง สวนทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกัน แถมย้ำจุดยืนว่าต่อให้มีการปรับ ครม. ก็จะไม่ย้ายออกไปจาก “มหาดไทย”

ฟากฝั่ง “ทักษิณ ชินวัตร” หัวใจของ “เพื่อไทย” ตัวจริง ก็ไม่ปล่อยให้ถูกกระทำเช่นกัน ออกมาเอาคืน “แพทยสภา” โดยการโยนข้อหาไม่มีจริยธรรมใส่ จากการเปิดเผยแชตของกรรมการแพทยสภาที่มีอคติทางการเมือง

เรื่องนี้ “ทักษิณ” ตั้งใจออกมาเปิดตัวและขโมยซีนของสังคม ให้ประเด็นตกไปอยู่ที่แพทยสภา รวมถึงการแสดงออกว่าไม่หวาดหวั่นกับสิ่งที่กำลังโดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางศาล หรือกระบวนการตรวจสอบ

นอกจากนี้เขายังเปิดเกมเดินหน้าเล่นเรื่องที่ตัวเองเคยสร้างชื่ออย่างการปราบปรามยาเสพติด เพื่อกำหนดประเด็นใหม่ให้สังคม

หากดูวันที่ “ทักษิณ” ไปปาฐกถาที่ ป.ป.ส. บอกเลยว่าภาพของเขาไม่ใช่แค่ “พ่อนายกฯ” อย่างแน่นอน แบ็กกราวด์คนยืนด้านหลัง ท่าทางลักษณะการพูด สิ่งที่บอกให้ทำ คล้ายเป็นการมอบนโยบายของผู้นำมากกว่าองค์ปาฐก

ถึงขนาดที่บอกว่า ให้เอาเงินหมื่นที่ยกเลิกแจกไปทำนโยบายปราบปรามยาเสพติดคนไม่ด่าแน่นอน เรียกได้ว่าผู้นำทางความคิดตัวจริงเสียงจริงของพรรค

แต่ในขณะที่ทุกคนดูชื่นมื่น แต่มีคนหนึ่งที่แม้จะออกมาโต้ว่าเขาไม่ได้กระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจที่มาร่วมงานนี้ แต่หากใครเห็นสีหน้า และการแสดงออกทางกาย จะพบว่ามีความอึดอัดไม่น้อย

นั่นก็คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ข้อเท็จจริงคือ เขาได้รับคำเชิญก่อนงานเพียงไม่นานซึ่งก็ต้องมา แต่เมื่อต้องมายืนเป็นพระอันดับให้ “ทักษิณ” พูดเรื่องต่างๆ วันที่ยังขุ่นข้องหมองใจ เรื่องราวยังเคลียร์ไม่ลง ใครจะมายิ้มกันชื่นมื่น

การที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นอาจจะเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากใครรับรู้ถึงบุคลิกของ “เสี่ยหนู” จะบอกได้ว่าการเมืองไทยไม่ได้มีแค่ “บิ๊กจิ๋ว หวานเจี๊ยบ” ในอดีต แต่ปัจจุบันมี “เสี่ยหนู หวานเจี๊ยบ” อยู่ด้วย


 แขกไปใครมา หรือยามต้องอยู่กับนักการเมืองคนไหนเขาจะมีทีท่าโอนอ่อน แม้แต่กับ “นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” ยามอยู่ด้วยกันก็หัวเราะหัวใคร่ เรียกท่านหัวหน้า

บุคลิกภาพแบบนี้ทำให้หลายคนรัก “เสี่ยหนู” แต่หลังๆ เราจะเห็นเขาในบทบาทที่เครียดขึ้น ดุขึ้น กร้าวขึ้น โดยเฉพาะหลังจากคดีฮั้ว สว. เดินหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

และในวันที่เจอกับ “ทักษิณ” ภาพความชื่นมื่นก็แทบไม่มีให้เห็น แม้หลายคนมองว่าวันที่เจอกันนั้น เป็นการจัดฉากเพื่อสยบรอยร้าว แต่ดูๆ แล้วไม่น่าจะใช่

“อนุทิน” อาจรู้ว่าในการกระดานหมากที่งาน ป.ป.ส. เขากำลังถูกบังคับให้เดิน จึงอยู่ในสภาพยิ้มไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก

ขณะที่สัญญาณจาก “ทักษิณ” เองก็อ่านยากจากการทีเล่นทีจริงที่บอกว่า “ตอนนี้ยังกอดได้อยู่” หลายคนมองว่า เป็นการสยบรอยร้าว ทอดไมตรี แต่ในอีกมุมก็มองว่า

“ตอนนี้” หมายถึงเมื่อไหร่ และจะสิ้นสุด “ตอนนี้” ลงเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกันน

มิพักต้องพูดถึงการสั่งสมกำลังของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เป็นเหมือน “ซับคอนแทรกท์” ของ “เพื่อไทย” อย่างพรรค “กล้าธรรม” ที่วันนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะมีโอกาสที่กลุ่มของ “สุชาติ ชมกลิ่น” จากพรรครวมไทยสร้างชาติ จะมารวมกันอย่างน้อยก็ในฐานะ “พรรคพันธมิตร”

พูดกันแบบไม่อ้อมค้อม “เพื่อไทย” ก็เร่งสั่งสมกำลัง เผื่อวันที่ไม่มี “ภูมิใจไทย” เช่นกัน ดังนั้น แม้จะมีการบอกว่า “ยังรักกัน ยังอยู่ด้วยกัน” แต่ใครๆ ก็เห็นว่าเป็นอย่างไร

จับตาหลังผ่านงบประมาณ 2569 วาระแรกให้ดี เพราะถึงนาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้