ชี้เป้าก่อนฟังคำวินิจฉัย ถอดถอน “นายกฯอุ๊งอิ๊ง”คดีคลิปเสียง “ฮุน เซน”

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

28 สิงหาคม 2568

ชี้เป้าก่อนฟังคำวินิจฉัย ถอดถอน “นายกฯอุ๊งอิ๊ง”คดีคลิปเสียง “ฮุน เซน”

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

วันพรุ่งนี้จะเป็นวันชี้ชะตา “นายกฯแพทองธาร ชินวัตร” ว่าจะได้เป็นนายกฯต่อไปหรือไม่ หรือจะต้องตกเก้าอี้ตามรอย “นายกฯเศรษฐา ทวีสิน” ด้วยข้อกล่าวหาทางจริยธรรมที่เหมือนกัน และที่สคัญทุกคนก็ลุ้นว่าจะเป็นนายกฯ อีกคนของ “ตระกูลชินวัตร” ที่ต้องตกเก้าอี้เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

คดีนี้ต้นเรื่องไม่ซับซ้อนเพราะทุกคน รับรู้อยู่แล้วว่ามาจากคลิปที่ถูกเรียกว่า “คลิปอังเคิล”  ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ทราบการมีอยู่จริงทั้งของ “คลิป” และ  “คำพูด” ในคลิป เพราะทั้งสองตัวละครหลักในคลิปต่างก็ออกมาคอนเฟิร์ม

หลังจากคลิปถูกเผยแพร่  นายกฯออกมาขออภัย แต่ก็ดูเหมือนจะลดโทนของความโกรธแค้นไม่ลง โดยนายกฯ ให้เหตุผลว่าการพูดแบบนั้นเป็นเพราะ ต้องการใช้กลยุทธในการเจรจา เพราะ “สมเด็จฮุน เซน” กำลังโกรธ 

เธอย้ำถึงเรื่องความปรารถนาดีที่จะยุติความขัดแย้ง แต่กลับถูกหักหลังโดยคู่สนทนา  

การชี้แจงครั้งนี้อาจฟังขึ้นกับบางคน แต่บางคนก็ไม่อาจรับฟังได้ และหนึ่งในนั้นคือ สว. 36 คน ที่ใช้ชื่อว่า สว. ผู้รักชาติรักแผ่นดิน ซึ่งถูกขนานนามว่า “สว. สีน้ำเงิน” นำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

ก่อนจะอ่านคำวินิจฉัยเราลองมาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ และจะได้จับจุดถูกว่าควรโฟกัสที่เรื่องไหน

เรื่องนี้แก่นของการพิจารณาคือ การพูดในคลิปเป็นการไม่ซื่อสัตย์และขาดจริยธรรมหรือไม่ ซึ่งก็ต้องดูกันที่เจตนา 

ในคำร้องระบุว่าตลอดทั้งคลิปที่มีความยาวกว่า 17 นาที มีถ้อยคำที่เป็นปัญหา 4 ช่วงคือ

1. “ไม่อยากให้ uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้ามอย่างพวกแม่ทัพภาค 2 อย่างเนี้ยค่ะ เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอไปฟังอย่างนั้นเสร็จ ก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจ หรือว่าโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”

2. “เขาอยากจะดูเท่ เขาก็พูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติค่ะ”

3. “บอกว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”

และ 4. “จริง ๆ แล้วท่านจะเอาอะไรจริง ๆ ให้บอกอิ๊งได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าว ก็คือไม่เป็นข่าว อันนั้นที่หลุดไป มันหลุดเพราะสื่อ เพราะไม่ได้คุยกับอิ๊งแค่ 2 คน มันคุยกันเป็นกลุ่มนะพี่ มันเลยหลุดน่ะ แต่ถ้าคุยกับอิ๊ง 2 คน มันไม่มีหลุดอยู่แล้ว”

คำร้องของคณะ สว. ระบุว่า แม้ “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” จะพยายามแก้ตัวว่าที่พูดเช่นนั้นเพราะทราบข้อมูลจากล่ามว่า “สมเด็จฮุน เซน” โกรธแม่ทัพภาคที่ 2 จึงพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์แบบส่วนตัว และมองว่าไม่ควรนำมาเปิดเผย

เรื่องนี้จึงเป็นการที่ศาลต้องตีความเจตนา ว่ามีเจตนาอย่างไร เพื่อนำไปประกอบคำวินิจฉัย

นอกจากนี้ในคำร้อง ยังชี้ให้เห็นว่า นายกฯ ควรใช้วิธีทางการทูต ตามหลักการ โดยไม่มีเหตุผลที่ต้องเจรจากันส่วนตัว และเรียกผู้นำประเทศที่ปะทะกันว่า “อังเคิล” และเรียก “แม่ทัพภาค 2” ว่าฝั่งตรงข้าม

ซึ่งนายกฯ ก็ชี้แจงเหมือนตอนขออภัยประชาชนว่า ต้องการให้เกิดความสงบ และให้เหตุการณ์ยุติ โดยไม่ได้หมายความตามที่พูด รวมถึงหลังพูดก็ได้ไปขอโทษกับแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องดูที่ “เจตนา” และศาลจะชั่งน้ำหนัก แต่เอาเข้าจริงเจตนานั้นเป็นเรื่องที่อยู่ข้างใน ไม่ว่าศาลหรือใครก็ไม่อาจรับรู้ แล้วอย่างนี้ศาลจะรู้ถึงเจตนาได้อย่างไร

ถ้าภาษาทางธรรมจะบอกว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” แต่ถ้าเป็นภาษากฎหมายจะเรียกว่าดูจาก “การกระทำแวดล้อม”

เช่นนายกฯบอกว่าได้ขอโทษ “แม่ทัพภาค 2” แล้ว และหลังจากคลิปเปิดเผยก็ยุติการเจรจา และตอบโต้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตามผู้ร้องพยายามยกหลักฐานว่า หลังจากที่เกิดการปะทะ นายกฯ กลับ “ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว-นิ่งเฉย-ไม่กำหนดมาตรการใดให้มีความชัดเจน”

แน่นอนโยงไปถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง “ชินวัตร”  และ “ฮุน”  โดยมองว่าปัญหที่เกิดขึ้นเกิดเพราะความสัมพันธ์ของสองตระกูลหรือไม่

ข้อนี้เองที่อาจจะถูกศาลนำไปร่วมพิจารณาและที่ผ่านมาศาลก็สืบพยานเรื่องนี้เช่นกันว่าท่าทีของ “นายกฯ” ระหว่างเกิดเรื่องเป็นอย่างไร

สำหรับผลการตัดสิน   หากเป็นบวก “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” ก็กลับมาทำหน้าที่นายกฯ ทันทีหลังจากถูกสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปสองเดือน

แต่ถ้าผลออกมาเป็นลบ นายกฯ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีเช่นกัน และต้องมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่

แต่ก็ใช้ว่าเรื่องราวของ “อุ๊งอิ๊ง” จะจบลงแค่หลุดจากนายกฯ เพราะจะมีการนำเรื่องไปร้องต่อศาลฎีกา  เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่า หากศาตัดสินว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรม ก็ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

กฎหมายข้อนี้มีสองเงื่อนไข เงื่อนไขแรก หากตัดสินว่าผิด ที่โดนแน่ๆคือการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต นั่นทำให้มามีตำแหน่งทางการเมืองอีกไม่ได้ ซึ่งก็เหมือนกับการประหารชีวิตทางการเมือง

และอีกหนึ่งเงื่อนไขที่อาจโดนหรือไม่ก็ได้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า “และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้” หากโดนก็จะทำให้ไม่สามารถไปเลือกตั้ง หรือเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ถอดถอนนักการเมืองได้อีกด้วย เรียกว่าถูกตัดสิทธิพื้นฐานทางการเมืองกันเลย

พรุ่งนี้รู้กันว่าจะออกทางไหน