รู้สึกตามัว ๆ มองไม่ชัด อันตราย!  เช็ก 5 “สัญญาณเตือนของโรคตา”

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

22 พฤศจิกายน 2568

รู้สึกตามัว ๆ มองไม่ชัด อันตราย!  เช็ก 5 “สัญญาณเตือนของโรคตา”

อย่าล้อเล่นกับดวงตา! สายตาเราสำคัญมากค่ะ  

วันนี้(22 พ.ย.68)  นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับ “สัญญาณเตือนของโรคตา” ที่ค่อย ๆ ทำลายการมองเห็นโดยไม่รู้ตัว ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด  ระบุว่า…… 

ช่วงนี้มีใครกำลังรู้สึกว่าตามัว ๆ มองไม่ค่อยชัดบ้างบ้างไหม? บางคนก็คิดเอาเองว่าคงนอนไม่พอ แสงจ้ามาก หรือแค่จ้องจอนานไป แต่รู้ไหมว่าอาการตาพร่าที่บางคนเป็นกันอยู่อาจไม่ธรรมดาอย่างที่คิด เพราะมันอาจเป็น “สัญญาณเตือนของโรคตา” ที่ค่อย ๆ ทำลายการมองเห็นโดยไม่รู้ตัว วันนี้มาดูกันว่าตาพร่าแบบไหนที่ต้องระวัง และดูแลยังไงให้ตากลับมาใสอีกครั้ง

1.ตาพร่าหลังจ้องจอนาน 

ถ้าเป็น ๆ หาย ๆ พักตาแล้วดีขึ้น อันนี้มักจะเกิดจาก “ตาล้า” หรือ “ภาวะตาแห้ง” เพราะตอนเราจ้องจอ มือถือ หรือคอมพ์นาน ๆ เราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้ผิวตาแห้ง น้ำตาหล่อเลี้ยงไม่พอ เหมือนมีฝ้าบาง ๆ เคลือบตา ลองทำแบบนี้ดูครับ ใช้กฎ 20-20-20 (ทุก 20 นาที มองออกไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที) พยายามกระพริบตาบ่อย ๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงห้องแอร์แห้ง ๆ 

2. ตาพร่าชั่วคราว แล้วกลับมาชัด 

ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่อย่ามองข้ามเด็ดขาด เพราะนี่อาจเกิดจากเส้นเลือดในตาผิดปกติ โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวาน ความดันสูง หรือไขมันในเลือด ซึ่งหลอดเลือดฝอยในตาเสื่อม เลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาไม่พอ ทำให้ตาพร่าทันที ถ้าเป็นบ่อย ๆ อาจถึงขั้นจอประสาทตาขาดเลือดได้เลยนะ ดูแลตาได้ง่าย ๆ ไม่ให้ไปถึงขั้นนั้นต้องควบคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน ไปตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และกินผักผลไม้สีเข้มช่วยบำรุงหลอดเลือดฝอยในตาด้วย 

3.ตาพร่าค่อย ๆ เพิ่มขึ้น มองเหมือนมีหมอก 

อันนี้คือสัญญาณคลาสสิกของ “ต้อกระจก”  ยิ่งอายุมากขึ้น เลนส์ในตาเราจะเริ่มขุ่น ทำให้แสงผ่านไม่ชัด หลายคนบอกว่ากลางคืนมองไฟรถแล้วแสบตา  นั่นแหละจุดเริ่มต้นของต้อกระจก พยายามใส่แว่นกันแดดทุกครั้งที่ออกแดด กินอาหารที่มีวิตามิน C และสารต้านอนุมูลอิสระ หลีกเลี่ยงบุหรี่ด้วย เพราะควันบุหรี่เร่งการเกิดต้อกระจก 

4. ตาพร่าพร้อมปวดตา หรือขอบภาพมืดลง 

นี่คือสัญญาณเตือนของตา “ต้อหิน”  ซึ่งโรคนี้มักไม่มีอาการในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆ ทำลายเส้นประสาทตาอย่างถาวร จนวันหนึ่งเราจะมองเห็นเหมือนมีกรอบดำรอบ ๆ และไม่มีทางย้อนกลับได้ แนะนำให้หมั่นตรวจวัดความดันตาบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น และพักสายตา ไม่ก้มหน้าดูมือถือเป็นเวลานาน 

5. มองเห็นตรงกลางไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว

นี่คือจอประสาทตาเสื่อม โดยเฉพาะในวัย 50+ จะเป็นกันเยอะ ซึ่งเกิดจากแสงแดดและแสงสีฟ้าทำลายจุดรับภาพกลางตา บางคนเห็นหน้าคนบิดเบี้ยว หรืออ่านหนังสือแล้วตัวหนังสือหายตรงกลาง ถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้นแนะนำให้ทำแบบนี้ หลีกเลี่ยงแดดแรง ๆ โดยไม่ใส่แว่นกันแดด กินอาหารที่มีลูทีน ซีแซนทีน หรือเบต้าแคโรทีน เช่น ผักโขม ฟักทอง ไข่แดง และที่สำคัญควรพักสายตาจากจอเป็นระยะด้วย 

เคล็ดลับช่วยให้ตาใสเหมือนเดิม 

– พักสายตาให้เพียงพอ 

– ดื่มน้ำวันละ 6–8 แก้ว ลดคาเฟอีน 

– นอนให้ครบ 7–8 ชั่วโมง 

– ใส่แว่นกันแดดป้องกันรังสี UV เวลาออกนอกบ้าน 

– กินอาหารสีส้ม เขียว แดง เช่น แครอท บร็อกโคลี มะเขือเทศ 

– เสริมสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เช่น แอสตาแซนธิน และ โอเมก้า-3 พวกนี้ถือเป็นช่วยลดการอักเสบ ปกป้องเซลล์จอประสาทตา 

และบำรุงให้ดวงตาชุ่มชื้นมองชัดขึ้น 

ลูกเพจลอองดูตามข้อที่ได้บอกไปดูนะคะ  ถ้าใครรู้สึกว่าตาพร่าบ่อยขึ้น นั่นเเปลว่าดวงตาเริ่มมีปัญหาเเล้ว ต้องรีบไปตรวจเพราะดวงตาเราไม่มีอะไหล่เปลี่ยนได้เหมือนมือถือ ถ้าตาเรามีปัญหา เราก็เเก้ไขอะไรมันไม่ได้  

ที่มา: เฟซบุ๊ก หมอเจด  https://www.facebook.com/share/p/1KQGL9GFLu/