ไม่ใช่เล่นๆ! โรคอุจจาระร่วง มาเเรงป่วยสะสมกว่า 2 เเสน ตาย 2 ราย

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

25 มีนาคม 2569

ไม่ใช่เล่นๆ! โรคอุจจาระร่วง มาเเรงป่วยสะสมกว่า 2 เเสน ตาย 2 ราย

หน้าร้อนป่วยง่ายเเถมป่วยที โคตรทรมาน  

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.69 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เเละรายงานผลของผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหน้าร้อนนี้ บวกกับโรคที่มักเป็นกันมาในช่วงนี้   เดี๋ยวเรามาดูกันค่ะว่าจะมีอะไรบ้างเพื่อที่เราจะได้ระวังตัวให้มากขึ้นด้วย  

โดย 5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 15 ก.พ. – 21 มี.ค.69)  

ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคอาหารเป็นพิษ และโรคสุกใส 

ซึ่ง 5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 

 ได้แก่ โรคไข้หูดับ โรคไข้สมองอักเสบ โรคเมลิออยโดสิส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคไข้มาลาเรีย 

โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 17 มี.ค.69 พบผู้ป่วยสะสม 148,541 ราย เสียชีวิต 12 ราย ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 ก.พ.69) พบผู้ป่วยสะสม 51,998 ราย แนวโน้มผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา โดยพบผู้ป่วยส่วนใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนบน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ส่วนสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ A/H3N2  

โรคสุกใส ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 17 มี.ค.69 พบผู้ป่วยสะสม 13,350 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 ก.พ.69) พบผู้ป่วยสะสม 5,647 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา โดยพบมีกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษารวมกัน เช่น การเข้าค่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี  

โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ ประกอบด้วย 3 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคอาหารเป็นพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 17 มี.ค.69 พบผู้ป่วยสะสม 39,233 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 ก.พ. 69) พบผู้ป่วยสะสม 13,985 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 274,151 ราย เสียชีวิต 2 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 ก.พ.69) พบผู้ป่วยสะสม 102,165 ราย เสียชีวิต 1 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน โรคอหิวาตกโรค ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้อาเจียน และอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงได้  

โรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่ปี 59 – 69 พบรายงานสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 5,027 ตัว มีผู้เสียชีวิตโรคพิษสุนัขบ้า 77 ราย โดยปี 2569 สัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 87 ตัว และมีผู้เสียชีวิตโรคพิษสุนัขบ้า 2 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มี.ค.69) ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเกิดจากการไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนหลังถูกกัด ข่วน หรือเลียบาดแผล การนำสัตว์จรมาเลี้ยง โดยไม่ระวังอาการ ไม่พาสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และความชะล่าใจ หรือความเชื่อที่ผิด เช่น ลูกสุนัขไม่เป็นโรค หรือโรคนี้เกิดเฉพาะหน้าร้อน  ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงหน้าร้อน แต่พบได้ทั้งปี สามารถเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นด้วย เช่น แมว โค กระบือ และม้า 

โรคไข้กาฬหลังแอ่น ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 17 มี.ค.69 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย จากการสอบสวนโรคทั้ง 3 ราย ไม่พบประวัติเสี่ยงการสัมผัสโรคชัดเจนในช่วง 10 วันก่อนป่วย เช่น เดินทางออกนอกพื้นที่ เที่ยวสถานบันเทิง เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ ใกล้ชิดชาวต่างชาติ หรือมีผู้มาเยี่ยมจากนอกพื้นที่ กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี ส่วนกลุ่มอายุที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 20 – 29 ปี สายพันธุ์ของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นที่ตรวจพบในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 – 2569 คือ Serogroup B (สายพันธุ์ B) โดยในช่วงปี 2560 – 2565 พบ 8 ราย จากทั้งหมด 18 ราย ปี 2566 พบ 9 ราย จากทั้งหมด 9 ราย ปี 2568 พบ 7 ราย จากทั้งหมด 8 ราย และยังคงตรวจพบต่อเนื่องในปี 2569 อีก 2 ราย จากทั้งหมด 3 ราย ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับการระบาดที่มณฑลเคนต์ สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังตรวจพบสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ W–135, Y และ C กระจายในสัดส่วนที่น้อยกว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง มีสาเหตุจากเชื้อ Neisseria meningitidis ระยะฟักตัวประมาณประมาณ 2 – 10 วัน โดยเฉลี่ย 3 – 4 วัน ติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสใกล้ชิดผ่านละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ หรือเป็นพาหะ (มีเชื้ออยู่แต่ไม่แสดงอาการ) ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาก่อนประมาณ 2 – 3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ ผื่นอาจมีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย มักเป็นบริเวณลำตัวส่วนล่าง, ขา, เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อย ๆ เช่น ขอบกางเกง, ขอบถุงเท้า อาจเป็นที่เยื่อบุตาหรือมือได้ หากมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง, อาเจียน, คอแข็ง อาจซึมลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสนได้ อัตราการเสียชีวิตขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค  

อุบัติเหตุจากการจมน้ำ ปี 2559 – 2568 คนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 3,748 คน เฉลี่ยวันละ 10 คน โดยช่วงฤดูร้อน (มี.ค. – พ.ค.) จมน้ำเฉลี่ย 964 คน เดือนเมษายนมีจำนวนสูงที่สุด (334 คน) กลุ่มอายุที่เสียชีวิตสูงสุด คือ 45 – 59 ปี รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำทั้งปี สาเหตุเกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด รองลงมาคือ พลัดตกลื่น เกือบทั้งหมดของคนที่จมน้ำไม่มีการสวมเสื้อชูชีพ  

โรคที่เกี่ยวกับความร้อน ปี 69 พบผู้ป่วย 36 ราย เพศชาย 28 ราย และเพศหญิง 8 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไปกลางแจ้ง แนวโน้มผู้ป่วยโรคจากความร้อนเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม – พฤษภาคม) โดยเฉพาะโรคลมร้อน (Heat stroke) เป็นภาวะรุนแรงที่อาจเสียชีวิตได้ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง แนะประชาชนเลี่ยงแดดจัด งดกิจกรรมกลางแจ้ง ช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด เพราะรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10 นาที อาการสำคัญของฮีทสโตรก ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังร้อนแดง ไม่มีเหงื่อ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น สับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก พูดจาสับสน  

อาการทั้งหมดนี้อันตรายหมดค่ะ ใครที่ป่วยช่วงหน้าร้อนต้องเช็กนะคะว่าตัวเองเป็นอไรกันเเน่?   

อย่าลืมเช็กสุขภาพด้วยค่ะ อีจันเป็นห่วง