ตื่นมามือชา นิ้วชาทรมาน อย่าชะล่าใจ! เสี่ยง “พังผืดทับเส้นประสาทนิ้วมือรุนเเรง”
พอลลี่ อีจัน
7 เมษายน 2569

เคยมั้ย? ตื่นเช้ามามือชา ต้องสะบัดข้อมือแรงๆ ถึงจะดีขึ้น ต้องดูเลยค่ะ
วันนี้(7 เม.ย.69) เฟซบุ๊ก หมอเก่งกระดูกและข้อ ได้ออกมาเเชร์เคสเตือนภัยเกี่ยวกับสุขภาพขาเเข้งค่ะ บอกเลยว่าไม่ใช่เเค่คนอายุเยอะก็เป็นนะคะเเต่เป็นได้ทุกวัยเลยค่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันว่าจะเป็นยังไง? โดยคุณหมอได้หยิบยกอาการตื่นเช้ามามือชา ต้องสะบัดข้อมือแรงๆ ถึงจะดีขึ้น หรือบางทีขี่มอเตอร์ไซค์ไปตลาด ขับรถไปทำงาน มือก็ชาจนแทบไม่รู้สึก ซึ่งก็มีผู้ป่วยรายหนึ่ง ชื่อ “ป้าแดง” อายุประมาณ 60 ปี เป็นแม่ค้าขายข้าวแกง มาหาหมอด้วยอาการที่น่าตกใจ คือ เนื้อตรงโคนนิ้วโป้งมันหายไป จนบุ๋มลงไป ซึ่งป้าแดงเล่าว่า แรกๆ ก็แค่ชาปลายนิ้วธรรมดา ตอนนอนก็ตื่นมาสะบัดมือบ้าง คิดว่าเลือดลมไม่เดิน กินยาคลายเส้นก็นึกว่าจะหาย แต่พอนานวันเข้า เริ่มหยิบจับของไม่ถนัด จานชามหลุดมือแตกบ่อยมาก จนกระทั่งลูกสาวสังเกตเห็นว่ามือแม่ดูผอมผิดปกติ เลยรีบพามาหาหมอ

เมื่อหมอตรวจดูก็พบว่า ป้าแดงเป็นโรค “พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ” ในระยะรุนแรง จนเส้นประสาทเสียหายหนัก ทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้ารักษาตั้งแต่เริ่มชา เนื้อที่มือคงไม่หายไปแบบนี้
ซึ่งหลายคนสงสัยว่า โรคพังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ คืออะไร? เดี๋ยววันนี้เราพามารู้จักกันค่ะจะได้ระวังกันถูกเนอะ
โรคพังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ คืออะไร? อ่ะทุกคนลองจินตนาการว่าข้อมือของเรามี “อุโมงค์” เล็กๆ อยู่หนึ่งอัน ซึ่งในอุโมงค์นี้จะแออัดไปด้วยเส้นเอ็นสำหรับงอนิ้วมือถึง 9 เส้น และมี “เส้นประสาทมีเดียน” 1 เส้น วางตัวอยู่ด้วยกัน

เส้นประสาทมีเดียนนี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง
1. รับความรู้สึก: ที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งหนึ่ง (ด้านนิ้วโป้ง)
2. สั่งการกล้ามเนื้อ: ควบคุมกล้ามเนื้อโคนนิ้วโป้ง ให้เราหยิบจับสิ่งของได้แน่น
ทีนี้ พอเราใช้งานข้อมือหนักๆ ซ้ำๆ เยื่อบุข้อหรือเอ็นในอุโมงค์มันจะบวม หรือตัวพังผืดที่หลังคามันหนาตัวขึ้น พื้นที่ในอุโมงค์ที่แคบอยู่แล้ว ก็ยิ่งแคบลงไปอีก จนไป “บีบอัด” เส้นประสาทมีเดียน เหมือนสายยางรดน้ำต้นไม้ที่โดนเหยียบ น้ำก็ไหลไม่สะดวก ไฟก็เดินไม่ดี ผลก็คือ อาการชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั่นเอง
อาการสัญญาณเตือนที่พอเป็นปุ๊ปต้องรีบไปหาหมอทันที โดยเเบ่งเป็น 3 ระยะ:
ระยะที่ 1: ระยะเริ่มต้น (ระยะน่ารำคาญ)
– มักจะมีอาการชาที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง
– อาการเด็ด: คือ “ชาตอนกลางคืน” หรือตื่นนอนตอนเช้าแล้วมือชาด้านๆ ต้องสะบัดมือสักพักถึงจะดีขึ้น
– เวลาใช้มือทำอะไรนานๆ เช่น ขับรถ ถือโทรศัพท์ จะรู้สึกชาแปลบๆ
ระยะที่ 2: ระยะปานกลาง (เริ่มกระทบชีวิต)
– อาการชาจะเป็นตลอดเวลามากขึ้น
– เริ่มมีความรู้สึกเหมือนเข็มตำ หรือไฟช็อตที่ปลายนิ้ว
– ความรู้สึกสัมผัสที่ปลายนิ้วลดลง เช่น ติดกระดุมเสื้อยาก จับเหรียญแล้วไม่รู้ว่าเป็นเหรียญอะไร
ระยะที่ 3: ระยะรุนแรง (ระยะกล้ามเนื้อลีบ)
– นี่คือระยะที่หมอไม่อยากให้ใครเป็น
– เส้นประสาทถูกกดทับนานจนขาดเลือดไปเลี้ยง
– จุดสังเกตสำคัญ: “เนินพระจันทร์” หรือกล้ามเนื้อนูนๆ ที่โคนนิ้วโป้ง จะแฟบลงจนแบนราบ หรือเป็นหลุม
– นิ้วโป้งไม่มีแรง จะหยิบแก้วน้ำ ยกขวดน้ำ ก็ทำไม่ได้ ของหลุดมือประจำ
ส่วนใครบ้างที่มีความเสี่ยง ย้ำว่า โรคนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่มีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ


เดี๋ยวเรามาดูกันค่ะว่า กลุ่มที่ต้องระวังจะเป็นยังไง?
1. ผู้หญิง: พบมากกว่าผู้ชาย เพราะอุโมงค์ข้อมือของผู้หญิงเล็กกว่าตามธรรมชาติ
2. วัยทำงานและผู้สูงอายุ: อายุ 40-60 ปี พบบ่อยที่สุด
3. อาชีพที่ใช้มือซ้ำๆ: แม่บ้าน, คนทำอาหาร, ช่างเย็บผ้า, พนักงานออฟฟิศที่ใช้เมาส์ผิดท่า, คนงานก่อสร้างที่ใช้สว่านเจาะ (แรงสั่นสะเทือน)
4. โรคประจำตัว: เบาหวาน (สำคัญมาก), ไทรอยด์, รูมาตอยด์, หรือคนท้อง (เพราะร่างกายบวมน้ำ ทำให้พื้นที่ในอุโมงค์แคบลง)
แนวทางการรักษา: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม? หลายคนกลัวคำว่า “ผ่าตัด” จนไม่กล้ามาหาหมอ แต่ความจริงคือ “การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย” เรามีวิธีรักษาอีกตั้งหลายวิธีก่อนจะไปถึงจุดนั้น
1. ปรับพฤติกรรมและการพักข้อมือ (สำคัญที่สุด)
– ลดกิจกรรมที่ต้องงอข้อมือ หรือเกร็งข้อมือนานๆ
– ใส่ “เฝือกอ่อนดามข้อมือ” (Wrist Splint) โดยเฉพาะตอนนอน เพื่อบังคับให้ข้อมือตรงตลอดคืน เส้นประสาทจะได้พัก ไม่โดนกดทับ วิธีนี้ช่วยได้มากในระยะเริ่มต้น
2. การใช้ยา
– ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดบวมของเอ็นในอุโมงค์ข้อมือ
– วิตามินบี (Vitamin B1, B6, B12) ช่วยบำรุงปลายประสาทที่เสียหาย
3. การฉีดยาแบบแม่นยำด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided Injection)
– นี่คือวิธีที่หมอแนะนำสำหรับคนที่เป็นมาสักพักแต่ยังไม่ถึงขั้นกล้ามเนื้อลีบ
– หมอจะใช้อัลตราซาวด์นำทาง เพื่อฉีดยาลดการอักเสบ (อาจเป็นสเตียรอยด์ปริมาณน้อย หรือเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP) เข้าไปที่ “รอบๆ เส้นประสาท” เพื่อลดบวม
– นอกจากนี้ ยังมีเทคนิค “Hydrodissection” คือการใช้น้ำเกลือฉีดเข้าไปเลาะแยกเส้นประสาทออกจากพังผืดที่รัดอยู่ เหมือนการแกะหนังยางที่รัดแน่นออก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีขึ้นทันที โดยไม่ต้องผ่าตัด
4. การผ่าตัด (Surgery)
– จะทำเมื่อไหร่?: เมื่อรักษาด้วยยาหรือฉีดยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือ “เริ่มมีกล้ามเนื้อลีบ” (ต้องรีบผ่าก่อนจะสายเกินไป)
– วิธีผ่าตัด: ปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic) หรือการผ่าตัดแผลเล็ก (Mini-open) แผลขนาดแค่ 1-2 ซม. เจ็บน้อย หายไว ใช้เวลาผ่าตัดแค่ 15-20 นาที ก็กลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลครับ
– หลังผ่าตัด อาการปวดมักจะหายทันที ส่วนอาการชาจะค่อยๆ ดีขึ้น
เพิ่มเติมว่า ถ้ามาเร็ว (ระยะ 1-2): มีโอกาสหายขาดสูงมากครับ กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ เเต่ถ้ามาช้า (ระยะกล้ามเนื้อลีบ): การผ่าตัดจะช่วย “หยุด” ไม่ให้ลีบไปมากกว่าเดิม และช่วยให้หายเจ็บหายปวด แต่กล้ามเนื้อที่แฟบไปแล้ว อาจจะไม่กลับมาเต่งตึงเหมือนเดิม หรือใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู
ดังนั้นระวังตัวเองให้มาก อย่าทำงานหรือใช้ร่างกายจนหนัก จนร่างกายบอกว่าไม่ไหวเเล้ว เเล้วเราก็ต้องเสียเวลามารักษาทีหลัง เสียทั้งเงิน เสียทั้งสุขภาพ ปรับเปลี่ยนกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่านะคะ เช่น ท่าทางต้องถูกต้อง: เวลาใช้คอมพิวเตอร์ ให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ไม่กระดกขึ้นหรือหักลง , พักบ้าง: กฎง่ายๆ คือ ทุก 1 ชั่วโมง ให้พักมือ 5 นาที สะบัดข้อมือเบาๆ ยืดเหยียดนิ้ว , ควบคุมโรคประจำตัว: ใครเป็นเบาหวาน คุมน้ำตาลให้ดี จะลดความเสี่ยงเส้นประสาทเสื่อมได้มาก , ยืดเหยียด: หมั่นทำท่าบริหาร “Gliding exercise” เพื่อให้เส้นเอ็นและเส้นประสาทเคลื่อนตัวได้คล่อง ไม่ยึดติด
มาเริ่มขยับมือกันเถอะค่ะทุกคน