สังเกตดู! 7 สาเหตุที่ทำให้เป็น โรคเตียงดูด
พอลลี่ อีจัน
11 ตุลาคม 2568

เคยมั้ย? การนอนที่ลุกไม่ได้ เพราะ โรคเตียงดูด ไม่อยากลุกจากเตียง
วันนี้ (11 ต.ค.68) เฟซบุ๊ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน เผยเกี่ยวกับการเสพติดการนอน หรือ โรคเตียงดูด ที่เชื่อว่าหลายคนเป็นค่ะ แต่เดี๋ยวเรามาดูกันว่า เจ้าโรคนี้มันเป็นยังไงบ้าง
อันดับแรกเรามารู้จัก ภาวะ “เสพติดการนอน” (Dysania) ไม่อยากลุกจากเตียง กันก่อนนะคะ
เช้าๆ หลายคนอาจจะเคยมีอาการ ไม่อยากตื่นนอน หรือต้องใช้พลังใจอย่างมากในการลุกออกจากเตียงแต่รู้หรือไม่ว่าหากเกิดอาการแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมีอาการ “เสพติดการนอน (Dysania)” ก็เป็นได้


แม้ว่าจะไม่ถือเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่คำจำกัดความของ อาการเสพติดการนอน หรือที่บางคนเรียกว่า โรคเตียงดูด เป็นภาวะที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนมากจนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ แม้จะไม่ได้จัดเป็นโรคโดยตรง แต่อาการที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา
โดยสัญญาณของภาวะเสพติดการนอน ก็จะเริ่มตั้งแต่ ติดการนอน และมักรู้สึกอยากนอนผิดปกติจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และงัวเงีย เมื่อตื่นนอนก็รู้สึกอยากหลับต่อ บางคนอาจมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวันด้วย ซึ่งคนที่มีภาวะเสพติดการนอนแต่ละคนอาจมีอาการต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น

1. โรคซึมเศร้า ผู้ป่วยมักมีอาการนอนมากผิดปกติและอ่อนเพลีย ร่วมกับอาการอื่น เช่น เศร้าและร้องไห้บ่อย หมดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว ความอยากอาหารและน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะและปวดตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
2. กลุ่มอาการความล้าเรื้อรัง ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่อยากลุกจากเตียง และแม้จะพักผ่อนแล้วก็ยังรู้สึกไม่ดีขึ้น
3. ภาวะนอนมากเกินไป ทำให้มีอาการง่วงนอนมากในช่วงกลางวันจนสามารถหลับได้ตลอดเวลา
4. ความผิดปกติของการนอนหลับ ทำให้นอนหลับยากหรือหลับไม่สนิท เมื่อตื่นมาจะรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย และไม่อยากลุกจากเตียง
5. โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โลหิตจาง มะเร็ง โรคต่อมไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียง่ายกว่าคนทั่วไป
6. ความเศร้าโศก เสียใจที่เกิดจากการสูญเสีย ซึ่งอาจทำให้นอนหลับยากและนอนไม่พอ
7. ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยาต้านเศร้าที่ทำให้อ่อนเพลียและง่วงนอน
รวมถึงระยะเวลาการนอนปกติของคนทั่วไปจะแตกต่างกันตามช่วงอายุ เช่น เด็กวัยเรียนอายุ 6–13 ปี ใช้เวลานอนวันละ 9–11 ชั่วโมง วัยรุ่นอายุ 14–17 ปี ใช้เวลานอนวันละ 8–10 ชั่วโมง และผู้ใหญ่อายุ 18–64 ปี ใช้เวลานอนวันละ 7–9 ชั่วโมง หากนอนหลับอย่างเพียงพอตามระยะเวลาแต่ยังรู้สึกอ่อนเพลียมาก และไม่สามารถตื่นมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันคนที่เสพติดการนอนอาจนอนหลับยากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการนั่ง ๆ นอน ๆ ยังจัดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย จึงอาจทำให้การทำงานของระบบเผาผลาญ ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกลดลง จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองด้วย
การดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเสพติดการนอน
ใครที่รู้สึกง่วงนอนบ่อย ไม่อยากลุกจากเตียง อ่อนเพลีย และไม่กระฉับกระเฉง อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น ดังนี้
1. สร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี
– เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน จัดห้องนอนให้น่านอน มีอุณหภูมิและแสงสว่างที่เหมาะสม
– หลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก่อนเข้านอน
– ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และนั่งสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อหนักใกล้เวลาเข้านอน
– หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วย
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– การออกกำลังกายช่วยให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายและลดความเครียด
– การออกกำลังกายช่วงกลางวันทำให้ได้รับแสงแดดที่ช่วยให้การทำงานของวงจรการนอนหลับทำงานเป็นปกติ ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
– แนะนำให้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
– หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเย็น ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น เดิน โยคะ และขี่จักรยาน
– งดออกกำลังกายก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง เพราะการออกกำลังกายหนักใกล้เวลาเข้านอนอาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น
อ่านหมดแล้ว ไหนใครเป็นแบบนี้บ้าง ลองมาแชร์กันหน่อยนะคะ……