5 วิธีทำ IF เวลากิน-เวลาอด แบบไหนที่ลดน้ำหนักได้แบบไม่ทรมาน? 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

1 ตุลาคม 2568

5 วิธีทำ IF เวลากิน-เวลาอด แบบไหนที่ลดน้ำหนักได้แบบไม่ทรมาน? 

ใครเคยเจอปัญหากวนใจแบบนี้? ต้องตามเลยนะคะ  

เพจเฟซบุ๊ก นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ให้ความรู้สายสุขภาพเกี่ยวกับ 5 วิธีทำ IF เวลากิน-เวลาอด ลดน้ำหนักแบบไม่ทรมาน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ระบุว่า…  

หลายคนที่เริ่มทำ IF อาจสงสัยว่า “ตอนเราหยุดกิน ร่างกายเอาพลังงานจากไหนมาใช้” จริง ๆ แล้วร่างกายเราฉลาดมาก มันจะปรับโหมดการใช้พลังงานไปทีละขั้น ไม่ได้หักดิบทันทีและแต่ละช่วงก็มีทั้งผลดีและสัญญาณที่เราควรรู้ไว้ จะได้สังเกตตัวเองถูก 

1.ช่วงหลังกินทันที (0–3 ชั่วโมงแรก) 

หลังจากกินอาหาร ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลในข้าว แป้ง ผลไม้ที่เพิ่งกินเข้าไป อินซูลินจะพุ่งสูงเพื่อพาน้ำตาลไปใช้ที่กล้ามเนื้อและสมอง ที่เหลือก็เก็บไว้ที่ตับ ทำให้เรารู้สึกอิ่ม สดชื่นและมีกำลัง 

2. ช่วงน้ำตาลเริ่มตก (3–8 ชั่วโมง) 

ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ตับจะค่อย ๆ ปล่อยน้ำตาลที่เก็บไว้ (ไกลโคเจน) ออกมาให้เลือดไม่ตกฮวบ ๆ เลยไม่ถึงกับหมดแรงทันที แต่อาจเริ่มรู้สึกหิวเบา ๆ ได้บ้าง 

3. ช่วงฟาสต์จริง (8–12 ชั่วโมงขึ้นไป) 

พอเลย 8 ชั่วโมง ร่างกายเริ่มเปลี่ยนโหมด ใช้ทั้งไกลโคเจนที่เหลือในตับ และเริ่มดึงไขมันสะสมออกมาใช้ ถ้าไม่กินน้ำหรือพักผ่อนไม่พออาจมีอาการมึน ๆ ได้ แต่โดยรวมคือร่างกายเริ่มแตะไขมันแล้ว 

4.ช่วงไขมันเด่น (12–24 ชั่วโมง) 

เมื่อเข้าสู่ครึ่งวันเต็ม ๆ ไกลโคเจนตับจะใกล้หมด ร่างกายเลยหันมาใช้ไขมันเป็นหลัก ตับยังสร้าง “คีโตน” ขึ้นมาเลี้ยงสมองด้วย ผลคือช่วยเผาผลาญไขมันจริงจัง และคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่ขึ้น 

5. ช่วงยาวมาก (24–48 ชั่วโมงขึ้นไป) 

ถ้าฟาสต์ยาวกว่าหนึ่งวัน ร่างกายแทบจะใช้ไขมันและคีโตนทั้งหมด ระบบย่อยได้พัก และเปิดโหมดซ่อมแซมเซลล์ (autophagy) ซึ่งมีประโยชน์ทั้งลดการอักเสบและเคลียร์ของเสียในร่างกาย แต่ถ้านานเกินไปอาจเวียนหัวหรือขาดเกลือแร่ 

เพราะฉะนั้นการทำ IF ไม่ได้แค่ช่วยลดแคลอรี แต่ยังเป็นการปรับการทำงานของร่างกายให้ใช้ไขมันและซ่อมแซมตัวเองด้วยแต่ก็ไม่ควรหักโหม ถ้าเริ่มทำแล้วเวียนหัว เพลีย หรือหิวจนเครียด ควรปรับเวลาให้เหมาะสมครับ เพราะเป้าหมายจริง ๆ ไม่ใช่ทรมานตัวเองแต่คือการทำให้สุขภาพดีค่ะ 

อย่างไรก็ตาม ลองเอาไปทำตามกันดูนะคะ  แค่ 5 ข้อง่ายๆไม่ยากและคิดว่าทำได้ทุกคนแน่นอนค่ะ  

ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก หมอเจด https://www.facebook.com/share/p/1EhPZE6ynd/