โดดเดี่ยว-ขาดเป้าหมายในชีวิต เสี่ยงเป็น “ความเหงาของวัยกลางคน”
พอลลี่ อีจัน
1 ตุลาคม 2568

ลองกลับไปดูว่า พ่อ-แม่ ของเราเป็นแบบนี้อยู่มั้ย?
วันนี้(1 ต.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน ได้ออกมาเล่าอาการที่คนวัยกลางคนชอบเป็นมากสุด เช่น รู้สึกโดดเดี่ยว ว่างเปล่า ขาดเป้าหมายในชีวิต ซึ่งอาการพวกนี้อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเป็น “ภาวะรังที่ว่างเปล่า” งั้นเดี๋ยวลองมาดูกันหน่อยนะคะว่าภาวะนี้มีความน่ากลัวยังไงบ้าง?

“ภาวะรังที่ว่างเปล่า” หรือความเหงาของวัยกลางคน (Empty nest syndrome) มักเกิดในคู่สมรสวัยกลางคน เกิดจากการเปลี่ยนบทบาทของช่วงวัย ส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด วัยกลางคนส่วนใหญ่ ไม่ต้องดูแลบุตรเหมือนเดิม บางครอบครัวบุตรย้ายออกจากบ้าน ทำให้เกิดความเหงา ความรู้สึกไม่มั่นคง และความเศร้าได้
แม้ว่า Empty Nest Syndrome จะไม่ใช่อาการเจ็บป่วยทางการแพทย์ แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้ มักรู้สึกโดดเดี่ยว ว่างเปล่า ขาดเป้าหมายในชีวิต วิตกกังวล และโศกเศร้า อาการอาจคงอยู่ตั้งแต่หลายสัปดาห์ จนกระทั่งเป็นปี แต่ส่วนใหญ่พบว่าผู้ที่เผชิญภาวะ Empty Nest Syndrome จะมีอาการอยู่ประมาณ 2-3 เดือน จึงจะปรับตัวให้เคยชินกับบ้านที่ว่างเปล่าได้


ซึ่ง ภาวะ Empty Nest Syndrome มีอยู่ 3 ระดับ
1. โศกเศร้า : เมื่อลูกๆ โบยบินออกจากรัง อารมณ์แรกที่พ่อแม่ต้องเผชิญคือความรู้สึกโศกเศร้าและสูญเสีย ในแต่ละวันพวกเขาอาจเสียน้ำตาง่ายๆ เพียงแค่เห็นมุมที่ลูกชอบนั่งบ่อยๆ แก้วน้ำที่ลูกใช้ประจำ หรือรายการทีวีที่ต้องดูด้วยกันทุกสัปดาห์ ความโศกเศร้านี้อาจทำให้พ่อแม่เก็บตัวออกห่างจากสังคม เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต
2. โล่งอก : หลังจากหลายเดือนแห่งความโศกเศร้าผ่านไป เริ่มคุ้นเคยกับบ้านที่ว่างเปล่า พ่อแม่มักรู้สึกโล่งใจ เริ่มชื่นชอบอิสรภาพครั้งใหม่ที่ค้นพบ มีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และค้นพบว่าชีวิตก็ไม่ได้แย่อย่างที่เคยกังวล
3. สงบสุข : เมื่อผ่านอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ราวกับนั่งรถไฟเหาะได้สักระยะ ในที่สุดพ่อแม่ที่เผชิญกับภาวะ Empty Nest Syndrome ก็จะปรับตัวให้คุ้นเคยกับกิจวัตรประจำวันใหม่ๆ เข้าใจความเป็นไปของชีวิตได้มากขึ้น และจะพบกับความสงบสุข เมื่อสามารถค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิตของตนเอง

จริงๆแล้ว มีวิธีการปฏิบัติเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจได้ มีดังนี้
1. เริ่มปรับตัว โดยการมองหาเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต
2. ปรับวิธีคิด แม้ไม่ต้องดูแลบุตรเหมือนเดิม ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้
3. ชื่นชมบุตรหลาน เมื่อประสบความสำเร็จและเลี้ยงดูตนเองได้
4. ติดต่อพูดคุย กับบุตรหลานหรือคนในครอบครัวสม่ำเสมอ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย
5. ดูแลร่างกายให้สดใสแข็งแรง
6. หางานอดิเรกทำ
7. สามารถปรึกษาแพทย์ หากรู้สึกทุกข์ใจเป็นระยะเวลานาน
ซึ่งนอกจากการปรับตัวของวัยกลางคนในด้านต่างๆ แล้ว การได้รับความรักความเอาใจใส่จากบุตรหลาน ก็สามารถช่วยลดความรุนแรงของวิกฤติวัยกลางคนได้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเราโตมากพอที่จะออกมาใช้ชีวิตคนเดียวแล้ว สิ่งนี้มันก็ทำให้คนที่อยู่กับเราหรือคุ้นเคยกับเราเกิดความเหงาได้ อยากจะบอกว่าลองหันกลับมามองคนรอบข้างให้มากขึ้น และใส่ใจกันให้มากขึ้นนะคะ
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/p/1GPsKbDRSq/