รมว.คลังขอ ธปท.ทบทวนปรับลดจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ห่วงหนี้เสียพุ่ง

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

16 กรกฎาคม 2567

รมว.คลังขอ ธปท.ทบทวนปรับลดจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ห่วงหนี้เสียพุ่ง

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดการชำระอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำของบัตรเครดิต (minimum payment) ไปเมื่อช่วงโควิด-19 โดยปรับลดอัตราชำระขั้นต่ำที่ 5% จากเดิม 10% ซึ่งมาตรการนี้จะสิ้นสุดในปี 66 จากนั้นจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ 8% ในปี 67 และ 10% ในปี 68

วันนี้ (16 ก.ค.67) สืบเนื่องจากวานนี้ 15 ก.ค.67 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจค่อนข้างจะตกต่ำ สัญญาณฟื้นตัวไม่ชัดเจน คือฟื้นตัวไม่ทันใจ ปัญหาที่ ครม.เศรษฐกิจมองว่าใหญ่ คือเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้ของธุรกิจขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงหนี้ภาครัฐ แต่ ครม.ให้ความสำคัญเรื่องหนี้ครัวเรือนประชาชน ถ้าช่วยแก้ได้แล้วหนี้รัฐบาลจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็รับได้ ดังนั้น ในที่ประชุมจึงเน้นเรื่องจะช่วยหนี้ครัวเรือนลดลงได้


ข่าวน่าสนใจอื่น


โดยส่วนหนี้บัตรเครดิตพบตัวเลขน่าตกใจ ปัจจุบันมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมด 24 ล้านใบ เป็นหนี้เสียไปแล้ว 1.1 ล้านใบ และกำลังเป็นหนี้เสียอีก 2 แสนใบ รวมแล้ว กว่า 1.3 ล้านใบ โดยมีแนวทางการช่วยเหลือผ่านทางคลีนิกแก้หนี้ เพื่อยืดระยะการผ่อนชำระให้นานขึ้น และลดอัตราดอกเบี้ย 3-5% และขณะนี้มีบริษัทบัตรเครดิตให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ ที่ประชุม รมว.คลัง ได้เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยติดต่อกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ ให้เข้าร่วมกับโครงการคลินิกแก้หนี้ รวมถึงฝากให้ ธปท.ช่วยพิจารณาทบทวนการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ จาก 8% กลับมาอยู่ที่ 5% ซึ่งตัวแทน ธปท.ระบุว่าจะรับไปพิจารณา

ขณะเดียวกัน นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุถึงปัญหาหนี้บัตรเครดิต ว่า การเพิ่มยอดชำระขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% ได้ทำให้หนี้เสียมากขึ้น และหนี้ที่กำลังจะเสียเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาค่าครองชีพไทยและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว

โดย 1.ตั้งแต่ต้นปี 67 การจ่ายชำระหนี้ขั้นต่ำของบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 8% จากเดิม 5% 2.มีความกังวลว่ากฎใหม่นี้จะทำให้หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และหนี้ที่กำลังจะเสีย (SM) เพิ่มขึ้น 3.ณ มี.ค.67 ยอดหนี้บัตรเครดิตรวม 24 ล้านใบ มูลค่าหนี้จำนวน 5.5 แสนล้านบาท เติบโต 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หดตัว 5.1% หากเทียบกับไตรมาสก่อน

4.ยอดหนี้บัตรเครดิตที่เป็นหนี้เสียเกิน 90 วัน จำนวนราว 1 ล้านใบ มูลค่าหนี้อยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และ 5.หนี้ที่กำลังจะเสีย (เอสเอ็ม) มีจำนวน 1.9 แสนบัตร คิดเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงดียวกันปีก่อน และ 20.6% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า​

นอกจากนี้ พบข้อมูลจากบัตรเครดิตที่เป็น​เอสเอ็ม จำนวนเกือบ​ 2 แสนใบ เป็นบัตรที่เปิดมานานเท่าใดแล้ว​ พบว่า 1.เปิดมาไม่เกิน​ 2 ปี​ มีจำนวน​ 3.6 หมื่นบัตร ​อยู่ในมือคนเจนวาย​ (Gen Y) จำนวน​ 2.3 หมื่นบัตร​ 2.เปิดมามากกว่า​ 2 ปี แต่ไม่เกิน​ 4 ปี จำนวน​ 3.9 หมื่นบัตร​ อยู่ในมือคนเจนวาย​ 2.7 หมื่นบัตร และเจนเอ็กซ์ (Gen X) จำนวน​ 9.2 พันบัตร และ 3.เปิดมามากกว่า​ 4 ปี แต่ไม่เกิน​ 6 ปี​ 4.5 หมื่นบัตร​ อยู่ในมือคน​เจนวาย​ 3 หมื่นบัตร และเจนเอ็กซ์ จำนวน​ 1.2 ​หมื่นบัตร​

นายสุรพล ยังกล่าวอีกว่า คำถามตัวโตๆ คือ​เอสเอ็มจะไหลต่อเป็น​เอ็นพีแอลอีกเท่าใด​ การกำหนดให้ชำระหนี้ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก​ 5% เป็น​ 8% และ​ 10%ตามลำดับ​ มันช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้จริงๆ ใช่มั้ย ความจริงคนเรามีบัตรเครดิตได้หลายใบ​ การเพิ่มอีก​ 3% ของยอดหนี้ในแต่ละใบ​ คนไม่เคยเป็นหนี้อาจนึกไม่ออกว่าจะหมุนหาจากไหนไปจ่ายได้​ และประการสุดท้ายค่าใช้จ่ายทั้งหลายมันเริ่มเพิ่มอย่างชัดเจนเช่น​ ไข่ไก่​ ผักบางชนิด​ น้ำมันก็เริ่มขยับ​ เป็นต้น​

การท่องตำราแก้ปัญหากับการท่องยุทธ​จักรแบบเดินเผชิญสืบ​ มันใช้ใจที่ต่างกัน​ ตัวอย่างเรื่องนี้คือหนังชีวิตจริง​ แต่ถ้ามองเป็นหนังอานิเมะ​ มันก็อาจผิดเพี้ยน​ ต้องกลับมาดูกันเพราะแค่​ 3เดือนกลิ่นมันแรงแบบโตขึ้น​ 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม​ 20.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มันไม่ธรรมดานะครับ​”นายสุรพลกล่าว