รัฐบาลเฉือนทิ้ง 2 กลุ่มอดกดรับสิทธิ์ “ดิจิทัลวอลเล็ต” มีทั้งบุคคล-ร้านค้า

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

15 กรกฎาคม 2567

รัฐบาลเฉือนทิ้ง 2 กลุ่มอดกดรับสิทธิ์ “ดิจิทัลวอลเล็ต” มีทั้งบุคคล-ร้านค้า

ภายหลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข่าวดีผ่านเอ็กซ์ หรือทวิตเตอร์ ถึงการลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท จะสามารถกดรับสิทธิ์ได้ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ และย้ำว่าประชาชนจะไม่รอเก้ออย่างแน่นอน

วันนี้ (15 ก.ค.67) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ครั้งที่ 4/2567 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในแหล่งที่มาของเงินใหม่ โดยได้ดำเนินการตามข้อห่วงใยของหน่วยงานตรวจสอบและไปดูแหล่งที่มาและกรอบวงเงินที่ตัวเลข 4.5 แสนล้านบาท และไม่มีการปรับขนาดโครงการยังเป็น 50 ล้านคน หากมีคนลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกว่าจะใช้กลไกในการบริหารงบประมาณเพื่อให้มีเงินทุกบาททุกสตางค์เพียงพอสําหรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

สำหรับเรื่องตัวเงินที่เตรียมไว้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในแหล่งที่มาของเงินใหม่ คือไม่มี มาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยงบประมาณที่ใช้ประกอบด้วยงบประมาณปี 2567 และ ปี 2568 ซึ่งเพียงพอและสามารถดำเนินการได้ภายในกรอบของงบประมาณ โดยแหล่งเงินจากงบประมาณปี 2567 และ ปี 2568 มีดังนี้

1.การบริหารการคลังและการบริหารจัดการเงินงบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 165,000 ล้านบาท ประกอบด้วย แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท และที่เหลืออีก 43,000 ล้านบาท เป็นการบริหารการคลังและบริหารจัดการเงินงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

2.การบริหารการคลังและการบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 285,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2568 ที่ตั้งไว้แล้ว 152,700 ล้านบาท และการบริหารการคลังและบริหารจัดการเงินงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ วงเงิน 132,300 ล้านบาท

ส่วนของสินค้าเครื่องจักรหาซื้อในไทยไม่ได้ หรือไม่ได้ผลิตในไทย (Negative List) ที่ประชุมได้เห็นชอบตามมติคณะอนุกรรมการกำกับฯ เสนอ แต่มีข้อสังเกตในที่ประชุมเปิดความยืดหยุ่นให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาตามความจำเป็น เหมาะสม เช่น สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มพิจารณา ที่ให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาว่าเหมาะสมร่วมโครงการหรือไม่

“นอกจากนี้ ส่วนที่มีการเสนอในที่ประชุมในเรื่องของผู้เข้าร่วมโครงการ มีกลุ่มที่ถูกตัดออกเพิ่มเติมคือ กลุ่มผู้ที่เคยกระทำผิดเงื่อนไขโครงการของรัฐ และมีเรื่องของการฟ้องร้องเรียกเงินคืนในอดีต ไม่ว่าจะร้านค้าหรือบุคคลก็ตาม ก็มีความจำเป็นต้องตัดออก เพราะเรามองว่าถ้าหากให้สิทธิไป อาจจะนำกลับไปทำผิดอีก”นายจุลพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นและข้อห่วงใยเรื่องระบบการโอนเงิน จะต้องปลอดภัยและมั่นคงนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เรื่องนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอในที่ประชุมซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน และอยู่ในกรอบความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ยืนยันว่า ไทม์ไลน์โครงการยังอยู่ในกรอบเดิม คือเงินถึงมือประชาชนในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยความชัดเจนทั้งหมดนายกรัฐมนตรีจะมีการแถลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป