อาจเป็นคนร้ายคนเดียวกันก่อเหตุชิงทองเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ แล้วกลับมาก่อเหตุชิงทองมูลค่ากว่า 15 ล้านบาทอีกครั้ง
ย้อนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2562 คนร้ายพรางตัวสวมวิกผมแต่งกายคล้ายผู้หญิง เข้าไปข่มขู่ชิงทรัพย์ทองรูปพรรณน้ำหนักกว่า 200 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้านบาทหลบหนี เหตุเกิดที่ร้านทองแห่งหนึ่งภายในห้างแห่งหนึ่ง พื้นที่ สน.ทองหล่อ

หลังเกิดเหตุชุดสืบสวนนครบาล , ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.5 และ ชุดสืบสวน สน.ทองหล่อ แกะรอยจากภาพจากกล้องวงจรปิดก่อนและหลังเกิดเหตุ พบว่า คนร้ายแต่งกายเป็นหญิง ลักรถจักรยานยนต์มาก่อเหตุ ออกจาก ซ.อ่อนนุช 13 ขับขี่ไปทั่วกรุงเทพฯ ก่อนเข้าไปในวัดแห่งหนึ่ง พื้นที่ สน.มักกะสัน แล้วเข้าไปก่อเหตุในร้านทอง โดยพูดข่มขู่พนักงานว่า “เอาทองมาใส่ในถุง ถ้าไม่ให้จะวางระบิดร้าน” ก่อนได้ทรัพย์สินโดยขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี
คดีนี้ชุดสืบสวนพบว่า หลังก่อเหตุคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากจุดก่อเหตุ โดยเข้าไปเปลี่ยนชุดแต่ไม่ถอดวิกผม จากนั้นออกจากห้างไปขึ้นรถแท็กซี่ ไปลงที่ห้างแห่งหนึ่งกลางกรุง เดินข้ามสะพานข้ามคลองไปเข้าห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าถอดวิกผม แล้วเดินออกจากห้างและข้ามสะพานลอยไปยังร้านทองแห่งหนึ่ง
เมื่ออยู่ในร้านคนร้ายเปลี่ยนใจไม่ขายทองรูปพรรณ แล้วเดินออกจากร้านไปขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้โรงแรมแห่งหนึ่ง ไปลงที่วัดแห่งหนึ่งใกล้ทางด่วนเพชรบุรี
จุดสุดท้ายที่คนร้ายไปที่วัด ทำให้ชุดสืบสวน ทุ่มกำลังตามหาคนร้ายต่อเนื่อง แต่ไม่พบตัวว่าคนร้ายคือใคร จากวันนั้นถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 7 ปี

กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 23.35 น. ของวันที่ 30 ม.ค.2569 เกิดเหตุคนร้ายมุดตัวผ่านประตูเหล็ก ใช้ปืนและขวดพลาสติกบรรจุน้ำมัน ข่มขู่พนักงานร้านทองว่า “เอาทองใส่ถุงงั้นกูเผาร้าน” เหตุที่เกิดขึ้นคนร้ายได้ทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 198 บาท เงินสด 170,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 15 ล้านบาท ก่อนเดินออกจากห้างแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี
หลังเกิดเหตุชุดสืบสวนนครบาล , ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.5 และ ชุดสืบสวน สน.ทองหล่อ ไล่ภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า คนร้ายพรางตัวเองเพื่อดูลาดเลา 2 – 3 วันก่อนลงมือก่อเหตุ โดยลักทะเบียนรถจักรยานยนต์ มาจากแถวตลาดโบ๊เบ้ เมื่อช่วงเดือน พ.ย.2568 ก่อนนำมาสวมกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ โดยคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ วนไปทั่วกรุงเทพฯ ก่อนมุดเข้าไปก่อเหตุในร้านทอง

หลังเกิดเหตุคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปตามซอยต่าง ๆ กระทั่งไปหยุดรถจักรยานยนต์บริเวณคลองพัฒนาการ ลักษณะเหมือนขว้างวัตถุบางอย่างลงไปในน้ำจนในคลองกระเพื่อม จากนั้นขับขี่รถจักรยานยนต์ เข้าไปในซอยอ่อนนุช 55/1 เขตประเวศ กรุงเทพฯ โดยหายเข้าไปในซอยดังกล่าว ไม่ได้ทะลุออกไปซอยใด
ชุดสืบสวนทุ่มกำลังเดินเท้าหาข้อมูลเบาะแส กระทั่งพบร่องรอยปูนแตกสภาพใหม่ในซอยเล็กใกล้ชุมชนริมคลองประเวศ และพบตะขอทองคำ 1 ชิ้น ตกบริเวณทางเดินใกล้คลอง จึงประสานนักประดาน้ำของตำรวจน้ำ มางมควานหากระทั่งพบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายที่ใช้หลบหนี
รถจักรยานยนต์คันนี้ เป็นของชายคนหนึ่ง ชาว จ.ยโสธร ได้แจ้งรถจักรยานยนต์หายบริเวณวัดแห่งหนึ่ง พื้นที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ซึ่งรถจักรยานยนต์คันนี้เป็นสีแดง แค่คนร้ายใช้สีบรอนซ์เงินพ่นทับสีเดิม ทำให้ในเวลากลางคืนจะสะท้อนแสงหากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้

จากนั้นชุดสืบสวน พบหลักฐานสำคัญคือภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า หลังจากที่คนร้ายทิ้งรถจักรยานยนต์ลงไปในคลอง โดยคนร้ายได้ลงไปในคลองประเวศ ก่อนลอยคอระยะทางค่อนข้างไกลไปขึ้นฝั่งบริเวณคลองพัฒนาการ เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 31 ม.ค.2569
ล่าสุด 3 ก.พ. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า ชายคนดังกล่าวหลังก่อเหตุ ได้จอดรถมอเตอร์ไซค์ บริเวณริมคลองพัฒนาการ ลักษณะคล้ายขว้างวัตถุบางอย่างลงไปในน้ำ จนกระทั่งน้ำในคลองกระเพื่อม ชุดสืบสวนจึงประสานตำรวจน้ำมางม จนพบว่าเป็นอาวุธปืนเดียวกับที่ใช้ในวันก่อเหตุ แต่เป็นปืนปลอม

คดีชิงทองมูลค่ารวมกว่า 15 ล้านบาท ทำให้ชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตสงสัยว่า แผนประทุษกรรมของคนร้ายทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างก่อเหตุ และหลังเกิดเหตุแล้วหลบหนี รวมทั้งลักษณะการเดินของคนร้าย คล้ายกับคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทองเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2562
คงต้องรอลุ้นดูฝีมือชุดสืบสวน จะปิดคดีนี้ได้กี่วัน และจะเป็นคนร้ายคนเดียวกันที่ชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตสงสัยหรือไม่ ???
