คืบหน้ากรณี แก๊งขโมยบุหรี่ไฟฟ้า ในโกดังการท่าเรือ ถอยรถชน รปภ. วัย 58 ปี จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา เพราะถูก รปภ.จับได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังล่าจนสามารถควบคุมตัว นายเจ ซึ่งมีหน้าที่รับฝากบุหรี่ไฟฟ้า และกลุ่มผู้ก่อเหตุได้อีก 6 คน
วันนี้ (3 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ได้นำทีมร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว โดยพล.ต.อ.ประจวบ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้มาช่วยกำกับดูแลติดตามความคืบหน้าของคดีมีกลุ่มคนร้ายจำนวนประมาณ 6 คน ขับรถตู้ มาบริเวณโกดังสเตเดียม ถนนท่าเรือ ๑ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และลงมืองัดตู้คอนเทนเนอร์ภายในโกดัง เพื่อทำการลักทรัพย์ (บุหรี่ไฟฟ้า) โดยมีนายบุญนาค เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าเรือ เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ และพยายามเข้าระงับเหตุ

ขณะนั้นกลุ่มคนร้ายได้พากันขึ้นรถตู้พยายามหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ และได้ขับรถถอยพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ของนายบุญนาค ขณะกำลังขับขี่ไล่ติดตามกลุ่มคนร้าย ทำให้นายบุญนาค เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้คนร้ายยังได้ขับรถเฉี่ยวขนรถกระบะของประชาชนที่ขับขี่ผ่านมาในบริเวณที่เกิดเหตุ ส่งผลให้รถกระบะได้รับความเสียหายไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.บชน., เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าเรือ ได้ร่วมกันบูรณาการกำลังสืบสวนติดตามคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุในคดีนี้ และได้จับกุมนายดิศรณ์ หรือเจ อายุ 41 ปี ได้พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 493 ชิ้น ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในบ้านของนายเจ จึงได้แจ้งข้อหาว่า “รับของโจร” และได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่ามีผู้ก่อเหตุอีก จำนวน 5 คน และได้ขอออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ประกอบด้วย

1. นายสิทธิศักดิ์ หรือแบงค์ อายุ 35 ปี คนขับรถ
2. นายนรินทร์ หรือ เบิร์ด อายุ 46 ปี
3. นายธนทร หรือจี อายุ 41 ปี
4. นายภัยกร หรือคิง อายุ 27 ปี
5. นายเอกชัย หรือเอกบอด อายุ 42 ปี
6. นายสุวัฒน์ หรือเล็ก อายุ 42 ปี
ในข้อหา “ร่วมกันปสั้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พื้นการจับกุม, ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งก็ดกั้นสำหรับคุ้บคุ้มครองทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม, ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และช่องโจร” (ผู้ต้องหาที่ 1-6) และ ข้อหา “ฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิลความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้” (ผู้ต้องหาที่ 1)
โดยทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม
บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 493 ชิ้น รวมมูลค่าประมาณ 65,820 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกรมศุลกากร เป็นของกลางในคดีที่นำมาเก็บรักษาไว้
ของกลางที่ใช้ในการก่อเหตุ
1. รถตู้ ของนายแบงค์ ผู้ต้องหาที่ 1
2. คีมตัดเหล็ก
3. ไฟส่องสว่าง แบบติดหัว
โดยผู้ต้องหาที่ 2-6 ถุกจับกุม เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.68 ขณะที่ “นายแบงค์” ผู้ต้องหาที่ 1 เพิ่งเข้ามอบตัววันนี้ (3 มิ.ย.68) พร้อมสารภาพกับทีมข่าวว่า ตนทำทุกอย่างเองโดยที่ไม่มีใครจ้าง โดยมีผู้ดูแลสนามฟุตบอลในพื้นที่เป็นคนคอยชี้เป้าให้ ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นตนก็ชักชวนไปทำ ไม่ได้ว่าจ้าง ส่วนเรื่องถอยรถชน รปภ.เสียชีวิต นายแบงค์บอกว่าใส่เกียร์ผิด ไม่ได้ตั้งใจ อยากจะขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต
ด้านพลตำรวจตรี โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า จากการซักถามนายแบงค์ ให้การว่า ก่อเหตุมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกได้บุหรี่ไฟฟ้ารวมมูลค่า 270,000 บาท นำไปขายทางออนไลน์ ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งทุกครั้งจะมีคนในพื้นที่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นคนคอยชี้เป้าให้ และมีความสนิทสนมกับนายแบงค์ ซึ่งตอนนี้ตำรวจทราบตัวแล้วว่าเป็นใคร ส่วนที่ขับรถชน รปภ.เสียชีวิต นายแบงค์ก็ยังยืนยันว่าเป็นการใส่เกียร์ผิด ไม่ได้มีเจตนา แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ
ส่วนข้อมูลที่ผู้ต้องหาให้ข้อมูลไม่ตรงกับกรมศุลกากรว่าไม่เคยเกิดเหตุในลักษณะแบบนี้มาก่อน เพราะตำรวจยังไม่ได้รับแจ้งความจากกรมศุลกากร ซึ่งจะต้องรอให้กรมศุลกากรรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะรายการบัญชีของกลางเพื่อนำมาตรวจสอบ
โดยหลังจากทำบันทึกจำกุมเสร็จแล้วจะส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียด แล้วจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คนไปขออำนาจศาลอาญากรุงเทพฯ ใต้ฝากขังภายในวันพรุ่งนี้ (4 มิ.ย.68) ท้ายคำร้องคัดค้านประกันตัว







