หนีไม่รอด! ตำรวจรวบ พยานปากเอก คดี เจ๊จุก จากพยาน สู่ผู้ต้องหา

โกหกหน้าตาย! ตำรวจรวบ พยานปากเอก คดี เจ๊จุก เจ้าแม่เงินกู้ จากพยาน สู่ ผู้ต้องหา ฆ่าอำพราง @นครศรีธรรมราช

จากกรณีเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช มีคนพบศพของนางปราณี หรือเจ๊จุก อายุ 73 ปี เจ้าแม่เงินกู้ นอนเสียชีวิตอยู่ริมถนนในพื้นที่ ต.ควนเกย อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช สภาพศพมีบาดแผลฉกรรก์หลายแห่ง ซึ่งใกล้จุดพบศพ มีรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ถูกนำมาทิ้งไว้ในพงหญ้า ห่างจากจุดพบศพไปประมาณ 20-30 เมตร ซึ่งลักษณะของรถมีการนำสีขาวมาพ่นรอบคัน และมีการนำป้ายทะเบียนรถคันอื่นมาติดลักษณะคล้ายกับการอำพราง นอกจากนั้นเงินสดที่เจ๊จุก พกติดตัว ประมาณเกือบ 1 แสนบาท หายไปด้วย

โดยในเบื้องต้นตำรวจได้มีการตั้งปมในการก่อเหตุครั้งนี้ คือเรื่องของฆ่าชิงทรัพย์ล้างหนี้
ซึ่งหลังเกิดเหตุทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แกะรอยกล้องวงจรปิด โทรศัพท์มือถือ รวมถึงสอบปากคำลูกหนี้และคนใกล้ชิดจำนวนมาก ก่อนพบภาพสุดท้ายของ “เจ๊จุก” ขณะขี่รถจักรยานยนต์สีแดงเข้าไปในซอยบ้านลูกหนี้รายหนึ่งชื่อ “ช่างคม” ซึ่งเปิดเป็นอู่ซ่อมและทำสีรถ ในเวลา 17.27 น. ของวันที่ 30 เมษายน โดยที่รถยังเป็นสีแดงและไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จากนั้นก็ไม่กลับออกมาอีกเลย

บุคคลที่ถูกเรียกสอบปากคำในช่วงแรก มีทั้งครอบครัว ลูกหนี้ และคนใกล้ชิด หนึ่งในนั้นคือ นายขนุน และนางเหมย สองสามีภรรยาลูกหนี้ที่สนิทกับผู้ตาย รวมถึงนายอาคม และนางอารี ลูกหนี้อีกคู่ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยใกล้จุดพบศพ นอกจากนี้ ตำรวจยังสอบปากคำนายปึ้ง เพื่อนร่วมงานตัดไม้ของนายขนุน ซึ่งมีบ้านอยู่ด้านหลังบ้านนายอาคม แต่ในช่วงแรก ทุกคนปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “เจ๊จุก”

จนกระทั่งในวันที่ 5 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการขอศาลจังหวัดทุ่งสง ออกหมายจับ นายขนุน และนายปึ้ง ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันชิงทรัพย์ ซึ่งหลักฐานที่นำไปสู่การออกหมายจับทั้ง 2 คน คือในส่วนของคำให้การของนายอาคม พยานปากเอก ของคดีนี้

โดยทางด้านนายอาคม ให้ข้อมูลกับทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในคืนที่เกิดเหตุ เห็นนายขนุน และนายปึ้ง เดินออกมาจากจุดที่เจอศพ โดยในมือถืออาวุธบางอย่างที่คล้ายกับมีด นอกจากนั้นนายอาคม ยังบอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. ผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาที่บ้านของผมเพื่อทวงเงินกู้จำนวน 300 บาท ผู้ตายพูดคุยกับผมประมาณ 10 นาที ก่อนขี่รถออกจากบ้านไปทางด้านซ้าย แต่ขณะนั้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายปึ้ง และนายขนุน อยู่บริเวณบ้านของผมก่อนแล้ว

หลังผู้ตายออกไปไม่นาน ผู้ต้องหาทั้งสองก็เดินตามออกไปจากบริเวณบ้าน ช่วงเวลาประมาณ 17.40-17.50 น. ผมขี่รถจักรยานออกจากบ้าน และพบผู้ต้องหาทั้งสองเดินกลับมาจากทิศทางจุดพบศพ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ ผมสังเกตว่า นายปึ้งถืออาวุธมีดลักษณะคล้ายมีดสปาร์ต้า ปลายตัด ยาวประมาณ 1.5 ฟุต ซึ่งสามารถใช้ก่อเหตุได้ และสอดคล้องกับบาดแผลของผู้ตาย

เวลาประมาณ 18.05 น ผู้ต้องหาทั้งสองกลับมาที่บ้านผมอีกครั้ง โดยเข้าทางหลังบ้าน โดย นายปึ้ง เรียก นายอาคม แล้วพูดว่า “ทำงานป้าจุกมาแล้ว…อย่าโฉอย่าฉาว เอาค่าเปิดปาก” หลังจากนั้นนายปึ้ง ได้มอบเงินจำนวน 7,000 บาท ให้ผม โดยผมเข้าใจว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการก่อเหตุ ต่อมาผมนำเงินไปโอนเข้าบัญชีภรรยาผ่านร้านรับโอน เวลาประมาณ 18.48 น. หลังโอนเงิน ผมยังโทรศัพท์แจ้งให้ภรรยาตรวจสอบยอดเงินด้วย

และก่อนวันเกิดเหตุ 29 เมษายน 2569 นายปึ้งได้นำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์มาขอให้ผมช่วยตัดหัวตัดท้ายให้ และขอสเปรย์พ่นสีขาวกับสีดำไปด้วย ซึ่งมองว่าเป็นการเตรียมการอำพรางพาหนะก่อนก่อเหตุ

ซึ่งจากคำให้การดังกล่าว กลายเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อมโยงไปยังผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ถึงแม้ว่าบริเวณจุดเกิดเหตุ จะไม่มีกล้องวงจรปิด และผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ในขณะนั้นยังออกไม่ครบ

ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายขนุน และนายปึ้ง ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยหลังการจับกุม ครอบครัวของทั้งสองคนออกมาร้องขอความเป็นธรรมทันที พร้อมยืนยันว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี

จากนั้นในวันที่ 15 พ.ค. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ ก่อนขอศาลออกหมายจับ นายอาคม พยานปากเอก ของคดี ซึ่งหลังถูกจับกุม นายอาคม ได้มีการรับสารภาพ ว่าได้ลงมือฆ่า เจ๊จุก ด้วยตนเอง

โดยนายอาคม อ้างว่า ในวันที่ 30 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา เจ๊จุก ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ที่บ้าน ก่อนที่จะมีปากเสียงกับภรรยาของตน หลังจากนั้นนายอาคม จึงใช้เหล็กข้อปล้อง ตีไปที่ศีรษะของเจ๊จุก จนเสียชีวิต หลังจากนั้นซ่อนศพเอาไว้ในบ้าน ก่อนที่จะนำศพไปทิ้งที่ข้างทางช่วงกลางดึก พร้อมกับใช้สีพ่นที่รถจักรยานยนต์ เพื่ออำพรางคดีให้ดูเหมือนชิงทรัพย์ หลังจากนั้นก็ได้เอาโทรศัพท์ของผู้ตายไปทิ้งคลอง ก่อนจะเอาเสื้อผ้าของผู้ตาย ไปเผาพร้อมกับกระป๋องสี เพื่อทำลายหลักฐาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายอาคมจะสารภาพ แต่ทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ว่าจะสามารถทำได้คนเดียว เพราะคดีมีรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งการเคลื่อนย้ายศพ การจัดฉาก และการอำพรางหลักฐาน ดูซับซ้อนเกินกว่าชายวัย 57 ปีจะทำได้คนเดียว