ใช้เด็กเป็นเครื่องมือหลอกลวงคนอื่น สุดท้ายไม่พ้นน้ำมือตำรวจ !!!
วันนี้ (15 ม.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฎิบัติการจับกุม น.ส. ชมพู อายุ 36 ปี และนายบุญ อายุ 57 ปี 2 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 12 ม.ค.2569 กระทำความผิด “ฐานเป็นอั้งยี่ ร่วมกันกรรโชกข่มขืนใจผู้อื่น หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูก ขู่เข็ญ และฟอกเงิน”

โดยลงพื้นที่ตรวจค้น 3 แห่ง 1. บ้านในพื้นที่ ต.ดอนแสลบ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี 2. บ้านในพื้นที่ ต.บางมัญ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี 3. บ้านในพื้นที่ ต.บางพุทรา อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี พร้อมตรวจยึดของกลาง รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ดังนี้
1. สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม
2. โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ
3. สร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่อง, พระเครื่องพร้อมกรอบ 40 รายการ
4. โทรศัพท์มือถือ
5. อาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก


สืบเนื่องจาก มีผู้เสียหายกับพวก 4 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปคม. และแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ชมพู กับพวก โดยให้การว่า ช่วงเกิดเหตุ น.ส.ชมพู มีการนำเด็กคือ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวมาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ อันเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับกรรโชกทรัพย์ ในพื้นที่ จ.อ่างทอง จ.สุโขทัย จ.กาญจนบุรี จ.เพชรบุรี และกรุงเทพฯ
ต่อมา กก.1 บก.ปคม. ได้สืบสวนพบว่า น.ส.ชมพู ผู้เป็นแม่ ได้ติดต่อทักทายหนุ่มใหญ่ ผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ เพื่อคัดเลือกเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะทำทีพูดคุยสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจในเชิงรักใคร่ ซึ่ง น.ส.ชมพู ได้วางแผนร่วมกับนายบุญ ที่อ้างตัวเป็นบิดาของ ด.ญ.เอ และได้นัดพบกับกลุ่มผู้เสียหายแต่ละคน โดยมีเจตนาแอบแฝงในการให้กลุ่มผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กับ ด.ญ.เอ จากนั้นเมื่อ ด.ญ.เอ แยกกับผู้เสียหาย น.ส.ชมพู จะสอบถามว่า ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้เสียหายหรือไม่

เมื่อ ด.ญ.เอ รับว่าได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้เสียหายแต่ละคนจริง น.ส.ชมพู ร่วมกันวางแผนกับนายบุญ เรียกทรัพย์สินจากผู้เสียหาย ด้วยการโทรศัพท์ติดต่อกับผู้เสียหาย อ้างว่า ด.ญ.เอ บุตรสาวอายุไม่ถึง 18 ปี พร้อมข่มขู่และเรียกเงินจากผู้เสียหายในลักษณะกรรโชกทรัพย์ เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 2 – 4 ล้านบาทต่อกรณี เพื่อแลกกับการไม่แจ้งความดำเนินคดี
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน มีการปกปิดวิธีการดำเนินการ และสร้างตัวละครหลายบทบาท เพิ่มแรงกดดันต่อผู้เสียหาย โดยให้ นายกัน โทรศัพท์ไปอ้างตนว่าเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมแสดงตัวอ้างว่าเป็นตำรวจ และให้นายบุญอ้างตัวว่าเป็นบิดาที่แท้จริง วางแผนข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันวางแผน โดยกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายจำนวนหลายราย และได้รับเงินจากผู้เสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท โดยนำเงินดังกล่าวไปเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ซื้อทองคำ รถยนต์ และที่ดิน เป็นมูลค่าประมาณ 5-8 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายค้นและหมายจับต่อศาลอาญา ก่อนเข้าตรวจค้นจับผู้ต้องหาตามหมายจับดำเนินคดีตามกฎหมาย

