ตร.แกะรอย “หมิงเฉินซัน” พบโยงแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา สะสมอาวุธ-เส้นเงินปริศนา

ตร.เผยคดีคืบหน้า พบแชต-เส้นเงินเชื่อมเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา แต่ยังไม่พบแผนก่อเหตุในไทย เร่งสอบที่มาปืน วีซ่า และผู้ช่วยเหลือในประเทศ

วันที่ 12 พ.ค. 69 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดี “หมิงเฉินซัน” ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืนสงครามและวัตถุระเบิด ว่า ขณะนี้การสืบสวนมีความคืบหน้าอย่างมาก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพยานหลักฐานทางดิจิทัล ทั้งแชตการสนทนา เส้นทางการเงิน และข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศ

จากการตรวจสอบ พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา รวมถึงพบบทสนทนาเกี่ยวกับการฝึกใช้อาวุธ การสะสมอาวุธ และความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ตำรวจยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ต้องหามีแผนก่อเหตุรุนแรงหรือก่อวินาศกรรมในประเทศไทย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า “หมิงเฉินซัน” เดินทางเข้าไทยมาหลายปี โดยใช้วีซ่าประเภท Privilege Entry Visa หรือ PE Visa จากโครงการบัตร Thailand Elite Card และมีบัตรผู้พำนักระยะยาวในประเทศไทย รวมถึงถือพาสปอร์ตทั้งจีนและกัมพูชา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบย้อนกลับว่า การได้สิทธิพำนักและเอกสารต่างๆ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยังพบธุรกรรมเชื่อมโยงกับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะบัญชีคริปโทเคอร์เรนซี ที่ถูกใช้เป็นช่องทางรับ-โอนเงินในเครือข่ายดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ แหล่งที่มาของอาวุธ ผู้จัดหา รวมถึงผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องหา

ส่วนกรณีอาวุธปืนที่ยึดได้ เจ้าหน้าที่พบว่า บางกระบอกมีที่มาจากการซื้อขายต่อกันหลายทอด โดยมีตำรวจรายหนึ่งถูกตั้งตรวจสอบวินัย หลังพบว่าอาวุธปืนถูกขายต่อจนมาถึงมือผู้ต้องหา ขณะนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้รวมแล้ว 6 ราย

โฆษก ตร. ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานพักหรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องกลับมาทบทวนมาตรการคัดกรองและติดตามชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอาผิดกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายต่อไป