ใครจะไปคิดว่า จากอุบัติเหตุรถคว่ำ จะนำไปสู่การเจอตอคลังแสงใหญ่ระดับประเทศ
(8 พ.ค. 69) พ.ต.อ.พิสิทธิ์ ตั้งศิริเสถียร ผกก.สภ.นาจอมเทียน พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพัก “หมิงเฉิน ซุน” หนุ่มจีนวัย 30 ปี ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ซึ่งผลการตรวจค้นพบของกลางจำนวนมาก ทั้งอาวุธปืนพกสั้น และอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม 5 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก รวมถึงลูกระเบิดสังหารหลายประเภท ทั้งระเบิดลูกเกลี้ยง และระเบิดขว้างสังหารบุคคลแบบ M75 รวมกว่า 10 ลูก และกระสุนปืนขนาดใหญ่ที่ใช้ในทางการทหาร



อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ทันที หลังพบ ดินระเบิดซีโฟร์ (C-4) หนัก 16 ปอนด์รวม 5 ลูก ถูกประกอบติดเข้ากับเสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมระบบจุดชนวนด้วยรีโมต ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องพัก ก่อนประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าดำเนินการ และสามารถปลดชนวนได้สำเร็จเมื่อเวลา 20.41 น. ท่ามกลางการอพยพประชาชนในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
ต่อมา ตรวจค้นพบบัตรประจำตัวหลายสัญชาติ อาทิ บัตรประจำตัวชาวไทใหญ่ บัตรประจำตัวสัญชาติเกาหลี และหนังสือเดินทางสัญชาติอเมริกัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็น เอกสารปลอม คาดว่าใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
การจับกุมครั้งนี้ เริ่มจากที่ผู้ต้องหา ได้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนแท่นแบริเออร์ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบและพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ภายในรถ จึงควบคุมตัวและขยายผลไปยังบ้านพัก จนนำไปสู่การพบคลังอาวุธดังกล่าว



จากการสอบสวนเบื้องต้น นายหมิงเฉิน ซุน ให้การรับสารภาพว่า อาวุธและวัตถุระเบิดทั้งหมดเป็นของตนเอง โดยอ้างว่าซื้อมาจากบุคคลรู้จักผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน และนัดรับของในพื้นที่ จ.ระยอง
จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบคลิปวิดีโอการทดลองใช้อาวุธสงคราม การยิงปืน และการขว้างระเบิดร่วมกับทหารหน่วยรบพิเศษของประเทศกัมพูชา รวมถึงพบประวัติการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอานุภาพของระเบิดผ่าน AI ว่าสามารถทำลายล้างอะไรได้บ้าง ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เกี่ยวข้องกับการเตรียมก่อเหตุรุนแรงหรือไม่



นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยของผู้ต้องหา พบว่า ในช่วงปี 2565-2569 มีการเดินทางเข้าออกระหว่างไทยและกัมพูชาหลายสิบครั้ง โดยใช้วีซ่า “Thailand Elite” ในการพำนักภายในราชอาณาจักร อีกทั้งยังพบว่า ผู้ต้องหาครอบครองทั้งบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย หรือ “บัตรชมพู” รวมถึงหนังสือเดินทางประเทศโดมินิกาอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะบุคคล เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อประกอบการขยายผลด้านความมั่นคงต่อไป
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว พร้อมสั่งการเร่งให้ตำรวจเร่งขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นคดีความมั่นคงของประเทศ
