สิงห์อมควันต้องระวัง! ถ้าไม่อยากลิ้นเขียว มีขน

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

13 กรกฎาคม 2566

สิงห์อมควันต้องระวัง! ถ้าไม่อยากลิ้นเขียว มีขน

พฤติกรรมการติดบุหรี่ในปัจจุบัน เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่แก้ไขได้ยาก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า การสูบบุหรี่นั้นทำให้เกิดโทษมากมาย ทั้งต่อตัวผู้สูบเองและคนรอบข้างที่สูดดมควัน อย่าง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง รวมถึงอาการลิ้นเขียวมีขนด้วย 

โดยวันที่ 11 ก.ค.66 สำนักข่าวต่างประเทศ Mirror ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณี ชายชาวรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ที่มีลิ้นสีเขียวและมีขน เนื่องจากได้รับผลข้างเคียงจากการสูบบุหรี่และการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน ระบุว่า 

ชายชาวรัฐโอไฮโอ วัย 64 ปี ได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เนื่องจากสังเกตเห็นว่าลิ้นของเขาเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวและมีขน ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากเขาได้รับประทานยาคลินดามัยซิน (Clindamycin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาโรคเหงือกอักเสบ ขณะเดียวกันเขายังมีประวัติสูบบุหรี่ร่วมด้วย

โดยอาการที่ค่อนข้างแปลกประหลาดของชายรายนี้ ได้รับการรายงานในกรณีการศึกษา จากวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) ว่า เขาสูบบุหรี่เป็นประจำ เป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะหลังสูบบุหรี่ แต่ผู้เขียนไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า ภาวะนี้เกิดจากการสูบบุหรี่ ยาปฏิชีวนะ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน 

อย่างไรก็ตาม การวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับสุขภาพช่องปาก รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า บุหรี่สามารถทำให้เกิดคราบพลัคและแบคทีเรียได้ ทั้งนี้ยาปฏิชีวนะยังสามารถส่งผลกระทบต่อไมโครไบโอมในปาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียแล้วมากองรวมตัวกันที่ลิ้นได้ 

ซึ่งต่อมา ชายดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการที่เรียกว่า ‘ลิ้นมีขน’ ภาวะนี้เกิดจากการสะสมของเซลล์ผิวหนังที่ตาย แล้วบนส่วนต่างๆ ของลิ้น ซึ่งเป็นที่อยู่ของต่อมรับรส หรือที่เรียกว่า ปุ่มลิ้น (papillae) การขาดการกระตุ้นหรือการเสียดสีที่ด้านบนของลิ้นอาจทำให้มีการสร้างเคราติน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกับที่สร้างเส้นผมบนศีรษะ 

ผลที่ตามมาคือ ปุ่มลิ้นจะยาวกว่าปกติ ทำให้ลิ้นดูเหมือน ‘ขนดก’ และเมื่อปุ่มลิ้นไม่ผลัดขนอย่างเหมาะสม สิ่งต่างๆ จึงสะสมอยู่ในตาข่ายที่มีลักษณะคล้ายขน ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนสีที่หลากหลาย 

ทั้งนี้ ยาปฏิชีวนะที่คล้ายกับที่ผู้ป่วยได้รับ อาจส่งผลให้เกิดแบคทีเรียใหม่ในปาก ซึ่งสามารถสะสมและทำให้ลิ้นมีขนดกได้ ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การสูบบุหรี่ ภาวะขาดน้ำ สุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดี และยาปฏิชีวนะ  

ขณะเดียวกัน ราว 13% ของชาวอเมริกัน ได้รับผลกระทบจากอาการนี้ ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย แต่พบมากในผู้ป่วยสูงอายุ นอกจากนี้ ยังพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และการเปลี่ยนสีดังกล่าวสามารถเป็นสีดำ สีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีเขียวได้เช่นกัน และผู้ป่วยที่เคยมีขนที่ลิ้นมาก่อน มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้ขึ้นอีกในอนาคต โดยทั่วไปอาการนี้จะไม่เป็นอันตรายและมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันลิ้นมีขน คือการรักษาสุขอนามัยช่องปากที่ดี ใช้แปรงสีฟันขัดผิวลิ้นเบาๆ ขณะแปรงฟัน และควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วยนะคะ 

ข้อมูลจาก: https://www.mirror.co.uk