ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่อปัดตกคำสั่ง “ทรัมป์” ปมยกเลิกสัญชาติโดยกำเนิด
แพทตี้ อีจัน
2 เมษายน 2569

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่อคว่ำแผนทรัมป์ ยกเลิก “สัญชาติโดยกำเนิด”
ชี้ ขัดหลักรัฐธรรมนูญ!!!
วานนี้ (1 เม.ย.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า วอชิงตัน ดี.ซี. คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการยกเลิกการให้สัญชาติโดยกำเนิด (Birthright Citizenship) แก่ลูกของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราว โดยจากการไต่สวนด้วยวาจานานกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่ต้องการล้มเลิกแนวปฏิบัติที่มีมานานกว่าร้อยปี
นายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ได้ตั้งคำถามถึงตรรกะของฝ่ายรัฐบาลที่พยายามจัดประเภทกลุ่มผู้อพยพจำนวนมหาศาลให้อยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่ได้รับสัญชาติ โดยเขาระบุว่าเป็นแนวทางที่ “แปลกประหลาดมาก” (very quirky)

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่สหรัฐฯ ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมในการพิจารณา
ขณะที่ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมอย่าง เอเลนา เคแกน และ เคตันจี บราวน์ แจ็กสัน ได้ชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 รับรองสิทธิสัญชาติโดยไม่มีข้อจำกัดตามประเพณีทางกฎหมายที่สืบทอดมา, ซึ่งเป็นการวางบรรทัดฐานที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐคนใดทำลายลงได้
ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตัวแทนอัยการ อ้างว่าวลี “อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล” ในรัฐธรรมนูญ ควรหมายถึงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เท่านั้น และไม่ควรครอบคลุมถึงลูกของผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้มาเยือนชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านและผู้พิพากษาหลายท่านได้ยกคดีประวัติศาสตร์ “United States v. Wong Kim Ark” ปี 1898 ซึ่งรับรองสิทธิสัญชาติให้แก่บุตรของชาวจีนที่เกิดในสหรัฐฯ ขึ้นมาโต้แย้ง โดยผู้พิพากษา เบรตต์ คาวานอห์ ตั้งข้อสังเกตว่าหากสภาคองเกรสต้องการจำกัดสิทธินี้จริง ก็ควรจะมีการระบุไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองปี 1952 ซึ่งมีถ้อยคำล้อตามรัฐธรรมนูญ
การพิจารณาคดีครั้งนี้มีความพิเศษ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่งเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีที่ศาลฎีกา การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “การแสดงแสนยานุภาพ” (show of force) เพื่อกดดันศาล
โดยหลังจากออกจากห้องพิจารณา ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีว่า “สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะยอมให้มีสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มีอย่างน้อย 30 ประเทศทั่วโลกที่มีแนวปฏิบัติคล้ายคลึงกับสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ศาลอาจเลือกพิจารณาคดีนี้ โดยยึดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองปี 1952 แทนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในวงกว้าง หากทรัมป์พ่ายแพ้ในคดีนี้ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญต่อความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารในนโยบายผู้อพยพ โดยคณะผู้พิพากษาคาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคมนี้