วันนี้ (14 มี.ค.69) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.69 คิงส์ลีย์ วิลสัน โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยว่า มีทหารสหรัฐฯ เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านกว่า 50,000 นาย และสามารถควบคุมพื้นที่ปฏิบัติการทางอากาศและทางทะเล พร้อมโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายพันจุด ซึ่งสะท้อนถึงความได้เปรียบด้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงานว่า มีการโจมตีเป้าหมายแล้วราว 6,000 จุด ส่งผลให้เรือมากกว่า 60 ลำ และเรือวางทุ่นระเบิดอีก 30 ลำ ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย
ขณะที่อาวุธยุทโธปกรณ์หลายประเภทถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้ อาทิ เครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์และลาดตระเวน ระบบอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันขีปนาวุธ ปืนใหญ่ เรือรบ อุปกรณ์ต่อต้านโดรน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และเครื่องบินลำเลียง

นอกจากนี้มีรายงานว่าเพนตากอนกำลังส่งเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกยูเอสเอสตริโปลี (USS Tripoli) พร้อมกำลังนาวิกโยธินราว 2,500 นาย มุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ว่าลูกเรือทั้ง 6 นายบนเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเคซี-135 (KC-135) ของสหรัฐฯ ซึ่งตกในพื้นที่ตะวันตกของอิรักเมื่อวัน 12 มี.ค. เสียชีวิตทั้งหมด ทำให้ยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เพิ่มเป็นอย่างน้อย 13 นาย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. อามีร์ ซาอิด อิราวานี ผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 1,300 ราย และสถานที่ของพลเรือนพังเสียหาย 9,669 แห่ง เนื่องมาจากเหตุโจมตี
