วันนี้ (25 ส.ค. 68) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า รัฐสภากัมพูชาได้อนุมัติร่างกฎหมาย “การเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับนิติบุคคลต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ” ซึ่งเป็นการอนุมัติ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มภาคประชาสังคมประมาณ 50 กลุ่มที่เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาถอนมาตรการดังกล่าว
การประชุมรัฐสภาครั้งนี้ ประกอบด้วย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมาชิกรัฐสภาทั้ง 120 คน โดยจัดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสมาชิกรัฐสภาทุกคน ได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยคะแนนเสียงเป็นมติเอกฉันท์

การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นหลังจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 11 มาตรา 33 ซึ่งวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสัญชาติ พ.ศ. 2539 ของประเทศ กฎหมายฉบับดังกล่าวซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2561 ได้ให้ความคุ้มครองต่อการสูญเสียสัญชาติมาเป็นเวลานาน
ภายใต้มาตรา 33 รัฐธรรมนูญฉบับเดิมบัญญัติว่า “พลเมืองกัมพูชาจะไม่ถูกเพิกถอนสัญชาติ ถูกเนรเทศ จับกุม หรือเนรเทศไปยังต่างประเทศใด ๆ เว้นแต่จะมีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พลเมืองเขมรที่พำนักอยู่ในต่างประเทศจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ สัญชาติเขมรจะถูกกำหนดโดยกฎหมาย” ขณะที่ มาตรา 33 ที่แก้ไขใหม่ได้ย่อข้อความลง ระบุเพียงว่า “การสละสัญชาติกัมพูชาจะพิจารณาโดยกฎหมาย”

ด้าน คูต ริธ (Keut Rith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชา กล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่จะถูกนำไปปฏิบัติในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่ากระทรวงยุติธรรมได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงมหาดไทย นับตั้งแต่มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรก
“กฎหมายนี้จะบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดกับมหาอำนาจต่างชาติ เพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติกัมพูชาเท่านั้น”
“จุดประสงค์ของกฎหมายคือการปกป้องความรักชาติ และความจงรักภักดีของชาวเขมร”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนกัมพูชา LICADHO ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรอื่นเกือบ 50 แห่ง เตือนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจกัดกร่อนเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และพื้นที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น
“ก่อนที่เราจะหารือถึงผลกระทบทางกฎหมาย เราอยากพูดจากใจจริงว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประเทศของเรา” แถลงการณ์ระบุ
“พวกเราหลายคนยังคงเคลื่อนไหวต่อไป เพราะความรักต่อประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามเหล่านี้”

ขณะเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวสะท้อนความกังวล พร้อมประณามร่างกฎหมายดังกล่าว และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเพิกถอนการแก้ไข ยุติการปฏิบัติแบบอำนาจนิยม และให้เกียรติต่อพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
“การเพิกถอนสัญชาติเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเมื่อกระทำในลักษณะที่ทำให้บุคคลดังกล่าวกลายเป็นผู้ไร้รัฐ ถือเป็นขั้นตอนอันตรายที่กฎหมายระหว่างประเทศห้ามไว้” แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว
ข้อมูล : Cambodianess
