สื่อต่างประเทศ อย่าง The Guardian รายงานว่า ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ มีคำตัดสินว่า ภาษีส่วนใหญ่ ที่มาจากนโยบายกำแพงภาษีของ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย และเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ขณะที่ประธานาธิบดี โต้กลับศาลว่า มีอคติทางการเมือง
ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค. 68) ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตอำนาจประธานาธิบดีของตนด้วยนโยบายภาษีศุลกากรที่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่
ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า กฎหมายสหรัฐฯ “มอบอำนาจสำคัญให้ประธานาธิบดีในการดำเนินการต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่ประกาศไว้ แต่การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ระบุถึงอำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากร ภาษีอากร หรือสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออำนาจในการเก็บภาษีอย่างชัดเจน” ศาลระบุในคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 4
คำตัดสินเสริมว่า ภาษีศุลกากรจำนวนมากของทรัมป์นั้น “ไม่มีขอบเขต จำนวน และระยะเวลาจำกัด” และ “ยืนยันอำนาจที่กว้างขวางเกินกว่าขอบเขตที่ชัดแจ้ง” ของกฎหมายที่รัฐบาลของเขายึดถือ
คำตัดสินของศาลถือเป็นผลกระทบครั้งใหญ่ที่สุดต่อนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ และน่าจะหมายความว่าศาลฎีกาจะต้องตัดสินว่าเขามีสิทธิตามกฎหมายในฐานะประธานาธิบดีที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่ ศาลกล่าวว่าคำตัดสินจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันที่ 14 ตุลาคม
ขณะที่ทรัมป์ก็แสดงท่าทีไม่ยอมรับคำตัดสิน โดยได้เขียนบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว ไม่นานหลังจากคำตัดสินถูกตัดสินลง โดยระบุว่า “ภาษีศุลกากรทั้งหมดยังคงมีผลบังคับใช้!” สื่อต่างประเทศรายงานว่า โพสต์ดังกล่าวยาวเหยียด และเป็นไปในลักษณะของการ กล่าวหาศาลอุทธรณ์ว่ามีอคติทางการเมือง
มีตอนหนึ่งระบุว่า หากปล่อยให้คำตัดสินนี้ยังคงอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้จะทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง เราทุกคนควรจำไว้ว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือแรงงานของเรา และสนับสนุนบริษัทที่ผลิตสินค้า MADE IN AMERICA คุณภาพเยี่ยม
ต้องติดตามกันต่อครับ ว่าศาลฎีกา จะเปลี่ยนคำตัดสินหรือไม่ และกำแพงภาษีนี้ จะถูกทลายลงหรือไม่
