อิหร่านไม่หวั่นคำขู่ “ทรัมป์” พร้อมตอบโต้หนัก ถ้าสหรัฐฯ โจมตี 

แรงมา แรงกลับ! อิหร่าน เผย ไม่หวั่นคำขู่รายวันของ “ทรัมป์” เตือนหากถูกเปิดฉากโจมตี ก็พร้อมเปิด “แนวรบใหม่” ด้วยอาวุธและวิธีการ ที่ สหรัฐฯ-อิสราเอล คาดไม่ถึง

ทรัมป์ขู่มา อิหร่านขู่กลับ! 

เดือดขนาดนี้ “สงครามตะวันออกกลาง” จะจบลงได้จริงเหรอ? 

ล่าสุดวานนี้ (20 พ.ค.69) สื่อต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิหร่าน ได้ประกาศกร้าวไม่เกรงกลัวต่อการข่มขู่รายวันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยเตือนว่า “หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านพร้อมจะตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการเปิดแนวรบใหม่ ใช้เครื่องมือและวิธีการ ที่ศัตรูไม่สามารถคาดการณ์ได้” 

พลจัตวา โมฮัมหมัด อักรามีเนีย โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านเป็นประเทศที่ “ไม่อาจถูกปราบได้” และหากศัตรูทำตัวโง่เขลาด้วยการตกหลุมพรางของอิสราเอล (ไซออนิสต์) อีกครั้ง อิหร่านจะเปิดแนวรบใหม่ทันที สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ที่ย้ำว่าสำหรับอิหร่านแล้ว “การยอมจำนนไม่มีความหมาย มีเพียงการได้รับชัยชนะหรือการพลีชีพเท่านั้น” 

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ยังได้เตือนสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอย่าทำผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์หรือประเมินสถานการณ์ผิด โดยระบุว่า กองทัพอิหร่านมีความพร้อมสูงสุดในการตอบโต้อย่างฉับพลันและทรงพลังในระดับขยายวงกว้าง  

ขณะที่นายเอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่าสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับความอับอายยิ่งกว่าเดิมหากเลือกใช้กำลังทางทหารแทนการทูต 

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขาเคยตัดสินใจที่จะโจมตีอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และอยู่ห่างจากเวลาปฏิบัติการเพียง “หนึ่งชั่วโมง”เท่านั้น ก่อนจะระงับแผนตามคำขอของชาติพันธมิตรในอ่าวอาหรับเพื่อให้โอกาสในการเจรจา 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงย้ำคำขู่ว่าสหรัฐฯ พร้อมจะเปิดฉาก “การโจมตีเต็มรูปแบบและขนานใหญ่” ได้ทุกเมื่อ (On a moment’s notice) หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะประเด็นที่อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ 

ในขณะที่การเจรจาลับผ่านปากีสถานยังคงดำเนินไปอย่างเปราะบาง อิหร่านยืนยันว่าการควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม และจะไม่มีอำนาจใดเปิดเส้นทางเดินเรือนี้ได้หากอิหร่านไม่ยินยอม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 40% และสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายตัวไปสู่อิสราเอลและแนวรบอื่นในตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ