วันนี้ (13 ม.ค 69) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ต่อประเด็น มาตรการภาษีนำเข้า ประกาศลั่น ถ้าศาลฎีกาตัดสินค้านผลประโยชน์ความมั่นคง ตัวเลขที่จะต้องจ่ายคืน ตีมูลค่ากว่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ลั่น ถ้าเกิดขึ้นจริง “เราซวยแน่”

โพสต์ระบุว่า
“ตัวเลขที่แท้จริงที่เราจะต้องจ่ายคืน หากศาลฎีกาตัดสินคัดค้านสหรัฐอเมริกาในเรื่องภาษีศุลกากรด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ และนั่นยังไม่รวมถึงจำนวนเงิน “ชดเชย” ที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ จะต้องชำระคืนสำหรับการลงทุนที่พวกเขากำลังทำอยู่ในการสร้างโรงงาน อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีศุลกากร เมื่อรวมการลงทุนเหล่านี้แล้ว เรากำลังพูดถึงเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ มันจะเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศของเราจะจ่ายคืนได้ ใครก็ตาม ที่บอกว่าสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว จะเป็นคำตอบที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง เกี่ยวกับคำถามที่ใหญ่และซับซ้อนนี้ มันอาจเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ จำนวนเงินก็จะมากมายมหาศาลจนต้องใช้เวลาหลายปี ในการคำนวณว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าไหร่ และแม้กระทั่งว่าจะต้องจ่ายให้ใคร เมื่อไหร่ และที่ไหน โปรดจำไว้ว่า เมื่ออเมริกาส่องแสงเจิดจ้า โลกก็ส่องแสงเจิดจ้าเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากศาลฎีกาตัดสินคัดค้านสหรัฐอเมริกาในเรื่องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติครั้งนี้ พวกเราซวยแน่”

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ภายหลังเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศครั้งที่ 2 เนื่องด้วยภาวะขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศปี 1977 อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลฎีกา แสดงความสงสัยต่อการใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ในครั้งนี้ และหากศาลมีคำพิพากษา คัดค้านการใช้อำนาจฉุกเฉิน ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้า อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก และการอ้างอำนาจบริหารที่กว้างขวางของทรัมป์ด้วย โดยศาลสูงสุดของประเทศเตรียมออกคำวินิจฉัย ภายในวันที่ 14 มกราคม 2569 นี้
เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลาง ได้ตัดสินว่ามาตรการภาษีส่วนใหญ่ของทรัมป์นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายภายหลังการยื่นฟ้องทางกฎหมายจากกลุ่มธุรกิจที่คัดค้านมาตรการภาษีดังกล่าว
จับตาดูเรื่องนี้ต่อไป หากเกิดผลตัดสินค้านเมื่อไหร่ อาจสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั้งโลกก็เป็นได้
ขอบคุณข้อมูล : USA Today
