ล้างแค้นครั้งใหญ่! อิหร่าน ประกาศโจมตีแหล่งพลังงานทั่วอ่าวเปอร์เซีย
แพทตี้ อีจัน
19 มีนาคม 2569

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับสู่สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
หลังจากกองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตี South Pars แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่าน จนไฟไหม้รุนแรงและต้องหยุดการผลิตในหลายส่วน
ล่าสุดวันนี้ (19 มี.ค.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า อิหร่านได้ประกาศว่าแหล่งพลังงานของชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมที่อิหร่านจะโจมตี โดยขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งเป้าโจตีไปที่ นิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ในกาตาร์ ซึ่งแชร์แหล่งก๊าซเดียวกับอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

การเปิดศึกโจมตีแหล่งพลังงานครั้งนี้ กระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทันที 5-6% แตะระดับ 110 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปดีดตัวขึ้นกว่า 7%
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลว่า โลกอาจเผชิญภาวะ “พลังงานขาดแคลน” ในระยะยาว หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านเองก็อาจต้องเผชิญ “วิกฤตพลังงานภายในประเทศ” อย่างหนัก เนื่องจากการสูญเสียกำลังการผลิตจากแหล่งก๊าซ South Pars อาจนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับ และการขาดแคลนก๊าซหุงต้มอย่างรุนแรง
ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ อาจกลายเป็นชนวนของ “ความไม่พอใจในหมู่ประชาชน” และกดดันเสถียรภาพภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 2 ประเทศค่ะ กาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของโลกเริ่มได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีครั้งนี้แล้ว
หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป จะกระทบต่อ “ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่จะตามมา คือ ราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่ม ค่าครองชีพพุ่ง เงินเฟ้อขยายตัวในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึง “ประเทศไทย” ที่ต้องนำเข้าพลังงาน ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน
ด้านท่าทีของสหรัฐอเมริกา แม้จะไม่ได้เข้าร่วมโจมตีโดยตรงในครั้งนี้ แต่การ “ให้ไฟเขียว” แก่อิสราเอล ก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออิหร่าน
สถานการณ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่คือการปะทะกันในระดับ “พลังงาน-เศรษฐกิจโลก” และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ที่ทั้งโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ที่มา: timesofisrael, theguardian