อุตุฯ โลกเตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” ก่อตัว อาจทำเอเชียร้อนจัด รอบ 100 ปี
บวรวัฒน์ อีจัน
4 ชั่วโมงก่อนหน้า

ต้องยอมรับว่า อากาศไทยตอนนี้ร้อนแบบเอาเรื่อง ในหลายพื้นที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศาฯ จนพี่น้องคนไทยต้องหาทางออก ทำตัวเองให้รู้สึกเย็นตลอดเวลา แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่านั้น คือโลกอาจกำลังจะ “ร้อนกว่านี้อีก”
(27 เม.ย. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก World Meteorological Organization (WMO) เปิดเผยรายงานอัปเดตฤดูกาลโลกช่วงปลายเดือนเมษายน ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มสูงที่โลกจะเริ่มเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญได้เร็วที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังแบบจำลองสภาพอากาศจากหลายสำนักสอดคล้องกันมากขึ้น และเพิ่มระดับความเชื่อมั่น ต่อการก่อตัวของปรากฏการณ์ดังกล่าว

รายงานดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการประเมินขององค์กรวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ที่กำลังจับตาความเป็นไปได้ของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน และต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2026
ด้าน วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพอากาศของ WMO กล่าวว่า หลังจากช่วงต้นปีที่สภาพอากาศอยู่ในภาวะเป็นกลาง แบบจำลองต่าง ๆ เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนถึงการเข้าสู่เอลนีโญ และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนถัดไป
อย่างไรก็ตาม WMO ชี้ว่า แม้หลายปัจจัยบ่งชี้ถึงโอกาสเกิดเอลนีโญที่รุนแรง แต่ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากลานีญาเข้าสู่ภาวะเป็นกลางของระบบ El Niño–Southern Oscillation (ENSO) ทำให้การคาดการณ์ ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วง “อุปสรรคพยากรณ์ฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งมักกระทบความแม่นยำของการพยากรณ์ ก่อนจะชัดเจนขึ้นหลังเดือนเมษายน
ทั้งนี้ แม้คาดว่าเอลนีโญอาจเริ่มในเดือนพฤษภาคม แต่การประกาศอย่างเป็นทางการอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากต้องรอให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องหลายเดือน พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่สอดคล้องกัน

ขณะเดียวกัน National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ระบุว่า โอกาสเกิดเอลนีโญรุนแรงอยู่ที่ประมาณ 25% หรือ 1 ใน 4 โดยขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของลมตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรตลอดฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ ซึ่งยังเป็นปัจจัยไม่แน่นอน
นักวิจัยยังเตือนว่า หากพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2.0 องศาเซลเซียส อาจกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน
ขอบคุณข้อมูล : The Inertia