“จีน” เสนอแก้ร่าง “เพิ่มลาคลอด 150 วัน” หวังเพิ่มประชากร

สาธารณสุขเสฉวน เร่งแก้ไขข้อบังคับ “เสนอเพิ่มวันลาคลอด 150 วัน – ลาสมรส 25 วัน” หวังเพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้น

(4 มิ.ย. 68) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กำลังเร่งดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการคลอดบุตร โดยขยายระยะเวลาการลาสมรสเป็นสูงสุด 25 วัน และลาคลอดเป็นสูงสุด 150 วัน

กระทรวงสาธารณสุขมณฑลเสฉวน เผยแพร่ร่างแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยประชากรและการวางแผนครอบครัวของเสฉวน เพื่อขอความคิดเห็นและความเห็นจากสาธารณชน ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคมถึง 30 มิถุนายน ซึ่งร่างดังกล่าวเสนอให้ปรับการลาสมรส การลาคลอด และนโยบายที่เกี่ยวข้อง

ตามร่างดังกล่าวมีข้อบังคับลาสมรส ได้เพียง 5 วันเท่านั้น โดยอิงจากสภาพท้องถิ่นและแนวทางปฏิบัติในมณฑลอื่น ๆ ซึ่งข้อบังคับที่แก้ไขใหม่ จะขยายระยะเวลาการลาสมรสเป็น 20 วัน รวมไปถึงผู้ที่เข้ารับการตรวจก่อนสมรสและการประเมินภาวะมีบุตรยากโดยสมัครใจก่อนแต่งงาน จะได้รับลาสมรสเพิ่มอีก 5 วัน 

นอกจากนี้ มณฑลเสฉวนยังมีแผนที่จะขยายระยะเวลาการลาคลอด โดยอิงตามจำนวนเด็กที่มีการเกิดสอดคล้องกับนโยบายประชากรและการวางแผนครอบครัวของประเทศ ซึ่งข้อบังคับที่แก้ไขใหม่นี้ การลาคลอดในเสฉวนจะขยายเป็น 90 วันสำหรับบุตรคนแรก 120 วันสำหรับบุตรคนที่สอง และ 150 วันสำหรับบุตรคนที่สาม ซึ่งถือเป็นการขยายระยะเวลาออกไป 1 เดือน 2 เดือน และ 3 เดือน ตามลำดับ เพิ่มเติมจากระยะเวลาลาคลอดเดิม 60 วันสำหรับแต่ละกรณี 

อย่างไรก็ตาม มณฑลเสฉวนยังมีแผนที่จะขยายระยะเวลา การลาเพื่อดูแลบุตรของคู่สมรส จาก 20 วันเป็น 30 วัน เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรร่วมกันระหว่างคู่สมรส 

ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบดังกล่าวชี้แจงว่า การลาเพื่อแต่งงาน จะนับเป็นวันตามปฏิทิน และในส่วนที่การลาเพื่อดูแลบุตร จะนับเป็นวันทำการ ซึ่งการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรจะคำนวณเป็นรายปี โดยวัดปีที่มีสิทธิ์ลาจากวันเกิดของเด็กจนถึงวันเกิดครบปีแรก 

ตามรายงานสถิติเศรษฐกิจแห่งชาติและการพัฒนาสังคมของมณฑลเสฉวนในปี 2024 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ระบุว่า ประชากรผู้มีถิ่นพำนักถาวรของมณฑล ลดลงเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน จาก 83.74 ล้านคน เมื่อปี 2022 เหลือ 83.68 ล้านคนเมื่อปี 2023 และลดลงอีกเหลือ 83.64 ล้านคน เมื่อปี 2024 นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของประชากรตามธรรมชาติของเสฉวน ยังลดลงเป็นเวลา 7 ปีติดต่อกัน และเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุในการเสนอร่างแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูล : Global Times