ทรัมป์ สั่งปิดเรือล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” หลังดีลสงบศึกอิหร่านล่ม

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

13 เมษายน 2569

ทรัมป์ สั่งปิดเรือล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” หลังดีลสงบศึกอิหร่านล่ม

(12 เม.ย. 69) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ Truth Social ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเรือที่เข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสกัดกั้นเรือที่จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับอิหร่าน ภายหลังจากการเจรจาบรรลุข้อตกลงยุติสงครามสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปากีสถานล้มเหลว

ระบุว่า

สรุปแล้ว การประชุมเป็นไปด้วยดี ประเด็นส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน แต่ประเด็นเดียวที่สำคัญที่สุด คือเรื่องนิวเคลียร์ กลับไม่เห็นด้วย กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ดีที่สุดในโลก จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที ในที่สุด เราจะบรรลุข้อตกลงที่ว่า “ทุกคนได้รับอนุญาตให้เข้าและออก” แต่ทางอิหร่านไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น โดยอ้างว่า “อาจมีทุ่นระเบิดอยู่แถวนั้น” ซึ่งไม่มีใครรู้ นอกจากพวกเขา นี่คือการข่มขู่รีดไถระดับโลก และผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะไม่ยอมถูกข่มขู่รีดไถ ผมได้สั่งการให้กองทัพเรือของเราค้นหาและสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับอิหร่าน ไม่มีใครที่จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างผิดกฎหมายจะได้รับอนุญาตให้เดินทางอย่างปลอดภัยในทะเลหลวง เราจะเริ่มทำลายทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ในช่องแคบด้วย ชาวอิหร่านคนใดก็ตามที่ยิงใส่เรา หรือเรือที่สงบสุข จะถูกระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ! อิหร่านรู้ดีกว่าใคร ว่าจะยุติสถานการณ์นี้ได้อย่างไร ซึ่งได้ทำลายประเทศของพวกเขาไปแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาล่มสลาย กองทัพอากาศของพวกเขาล่มสลาย ระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ของพวกเขาก็ไร้ประโยชน์ คาเมเนอีและ “ผู้นำ” ส่วนใหญ่ของพวกเขาตายหมดแล้ว

ทั้งหมดเป็นเพราะความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของพวกเขา การปิดล้อมจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า ประเทศอื่นๆ จะเข้าร่วมในการปิดล้อมครั้งนี้ อิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้ได้ประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้ พวกเขาต้องการเงิน และที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาต้องการนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เราพร้อมที่จะ “เตรียมพร้อม” อย่างเต็มที่ และกองทัพของเราจะจัดการกับสิ่งที่เหลืออยู่ของอิหร่านให้สิ้นซาก!

ต่อมา ทรัมป์ ได้โพสต์ Truth Social อีกครั้ง พร้อมอ้างว่า อิหร่าน ไม่ทำตามสัญญาในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าวางทุ่นระเบิดใต้น้ำ และย้ำว่า การเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากอิหร่าน ยืนกรานไม่ละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อ 28 มี.ค. 69 มีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 100 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแต่ละลำจำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทางสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมุ่งหน้าไปยังจีนและอินเดีย โดยบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันของอิหร่าน

ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับทรัมป์อย่างน้อย 6 ครั้งระหว่างการเจรจา ซึ่งจัดขึ้นในช่วงหยุดยิง 14 วันที่สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านประกาศในคืนวันที่ 7 และ 8 เมษายน

“เราต้องการเห็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่า (อิหร่าน) จะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่แสวงหาเครื่องมือที่จะทำให้พวกเขาสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือเป้าหมายหลักของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นสิ่งที่เราพยายามบรรลุผ่านการเจรจาเหล่านี้” แวนซ์ กล่าว

ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า ตนและเพื่อนร่วมงานได้เสนอข้อริเริ่มที่สร้างสรรค์ ในขณะที่สหรัฐฯ “ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจารอบนี้” สอดคล้องกับสำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสื่อรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า ข้อเรียกร้องที่ “มากเกินไป” ของสหรัฐฯ เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุข้อตกลง และกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่าจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้น “โดยธรรมชาติแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่ม เราไม่ควรคาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ในการประชุมครั้งเดียว”

จะจบตรงไหน จะจบอย่างไร ?

ขอบคุณข้อมูล : CBS News