โลกจับตา! ทรัมป์ขู่ส่ง “กองเรือรบ” บีบอิหร่านทำข้อตกลงนิวเคลียร์ ด้าน “อารักชี” พร้อมตอบโต้
แพทตี้ อีจัน
29 มกราคม 2569

เอาแล้วไง!!! “ทรัมป์” ขู่ส่งกองทัพเรือมหาอำนาจประชิดอิหร่าน
กดดันให้ทำข้อตกลงนิวเคลียร์
วันนี้ (29 ม.ค.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นจนใกล้ขีดสุด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลเตหะราน ว่า เวลาสำหรับการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ “กำลังจะหมดลง” พร้อมประกาศเคลื่อนกองเรือรบมหาอำนาจ (Massive Armada) มุ่งหน้าสู่ภูมิภาคด้วยความรวดเร็วและเป้าหมายที่ชัดเจน
โดย ทรัมป์ ระบุผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า กองเรือนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln มีขนาดใหญ่กว่ากองเรือที่เคยส่งไปยังเวเนซุเอลาก่อนการโค่นอำนาจนีโคลัส มาดูโร เมื่อต้นเดือนนี้
พร้อมย้ำว่ากองกำลังนี้ “พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จอย่างรวดเร็วและรุนแรงหากจำเป็น” เพื่อกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด
ทรัมป์ ยังได้เตือนให้อิหร่านนึกถึงผลลัพธ์ของ “ปฏิบัติการมิดไนท์ แฮมเมอร์” (Operation Midnight Hammer) เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีทำลายสถานีนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างหนัก โดยประกาศกร้าวว่า…
“การโจมตีครั้งต่อไปจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมมาก อย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก”
ด้านรัฐบาลอิหร่าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) ก็ได้โต้กลับทันควัน ว่า กองทัพอิหร่านเตรียมพร้อมเต็มกำลังและ “นิ้วอยู่ที่ไกปืน” เพื่อตอบโต้การรุกรานทุกรูปแบบไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ
อิหร่าน ยืนยันว่า จะไม่เจรจาภายใต้การข่มขู่หรือการกดดัน และเตือนว่าหากสหรัฐฯ ก่อความผิดพลาดเหมือนในสงครามอัฟกานิสถานหรืออิรัก อิหร่านก็พร้อมจะป้องกันตนเองและตอบโต้ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การยกระดับท่าทีทางทหารของทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตภายในของอิหร่าน ซึ่งมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าผู้ประท้วงถูกสังหารไปแล้วจำนวนมาก ซึ่งตัวเลขจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าอาจสูงถึง 30,000 ราย ขณะที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า รัฐบาลอิหร่านในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ “อ่อนแอที่สุด” นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 1979
ส่งผลให้ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ตุรกี และนักการทูตยุโรป ต่างแสดงความกังวลและพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อหาทางออกด้วยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงยืนยันเงื่อนไขที่ให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยถาวร จำกัดระยะยิงของขีปนาวุธ และหยุดสนับสนุนกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง ในขณะที่อิหร่านประกาศว่า หากมีการโจมตีเกิดขึ้น พวกเขาจะเล็งเป้าหมายไปที่ฐานทัพที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการทางอากาศนั้นทันที

ถือเป็นอีกประเด็นที่ควรจับตาดูต่อเนื่องเลยค่ะ เพราะหากเกิดการเผชิญหน้าทางทหารขึ้นจริง ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายล้างต่อคู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงไปทั่วทั้งภูมิภาคด้วย
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: scmp,cibercuba,albaniandailynews,cbsnews