สื่อหลักกัมพูชา รายงานเอง แรงงานกลับประเทศแล้วไม่มีงานทำ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

15 กันยายน 2568

สื่อหลักกัมพูชา รายงานเอง แรงงานกลับประเทศแล้วไม่มีงานทำ 

จากกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา มีข่าวลือว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชาสั่งให้แรงงานรีบกลับประเทศ มิฉะนั้นอาจถูกยึดบ้านและที่ดิน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากเร่งกลับประเทศอย่างกะทันหัน 



ล่าสุดวันนี้ (15 ก.ย.68) khmer times สื่อหลักของกัมพูชา รายงานว่า แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาประมาณ 1 ล้านคนได้เดินทางกลับประเทศ ตั้งแต่เกิดเหตุขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย โดยการอพยพครั้งนี้เกิดจากความหวาดกลัวหลังมีรายงานว่าแรงงานบางคนถูกกระทำต่อหน้าสาธารณชน และคลิปเหตุการณ์เหล่านั้นถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติและเหตุรุนแรง 

รัฐบาลกัมพูชามองว่าการกระทำดังกล่าว “เป็นสิ่งที่รับไม่ได้” และได้เรียกร้องให้แรงงานกลับประเทศ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีโอกาสในการจ้างงานรออยู่ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น แรงงานที่กลับมาจำนวนมากเริ่มรู้สึกผิดหวังเมื่อไม่สามารถหางานทำได้ 

สื่อโซเชียลเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับเงินเก็บที่ร่อยหรอ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น Khmer Times ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านตราเปียงพง อำเภอบาเสด จังหวัดกำปงสปือ ซึ่งเจ้าหน้าที่รายงานว่ามีตำแหน่งงานกว่า 23,000 อัตรา เพื่อสำรวจสถานการณ์จริง 

วอร์น พัล วัย 40 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เธอสมัครงานในโรงงาน 7 แห่งในจังหวัด แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด เธอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ว่าปัญหาโครงสร้างแรงงาน คือ งานมีแต่คนหางานไม่ได้ แม้ทางจังหวัดกำปงสปือจะประกาศว่ามีตำแหน่งงานโรงงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง แต่แรงงานที่กลับมาส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความยากลำบากในการหางาน ตั้งแต่เกิดเหตุขัดแย้งบริเวณชายแดน แรงงานข้ามชาติกัมพูชากว่า 1 ล้านคน ได้กลับประเทศท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยและการยึดทรัพย์สินในไทย  

กระทรวงแรงงานและฝึกอบรมอาชีพ (MLVT) เคยให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือในการกลับคืนสู่สังคมผ่านการสร้างโอกาสจ้างงาน แต่ในความเป็นจริง แรงงานกลับต้องเผชิญกับข้อจำกัด เช่น ขั้นตอนการสมัครที่ซับซ้อน ทักษะไม่ตรงกับที่ต้องการ และการขาดระบบสนับสนุนที่เพียงพอ โดยเธอกลับมาพร้อมลูกสองคน สามีของเธอยังอยู่ที่ไทยเพื่อส่งเงินกลับบ้าน เธอสมัครโรงงาน 7 แห่ง เสียค่าดำเนินการกว่า $100 ราว 3,193 บาท (เกือบครึ่งของเงินเดือนโรงงานทั่วไปที่ $208) แต่ก็ยังไม่ได้งาน โดยโรงงานส่วนใหญ่ปฏิเสธเพราะอายุเกิน 35 ปี และบางแห่งยังพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าทักษะหรือประสบการณ์ เธอมีประสบการณ์ในโรงงานแปรรูปอาหารทะเลในไทยถึง 15 ปี แต่กลับถูกมองว่า “แก่เกินไป” สำหรับงานในประเทศ 

สเรย์สรอส หญิงตั้งครรภ์วัย 33 ปี ได้งานหลังจากถูกปฏิเสธหลายครั้ง เธอเล่าว่าเงื่อนไขการทำงานในโรงงานเปลี่ยนไปอย่างมาก มีความเข้มงวดสูงขึ้นใช้แรงกายและสมาธิมากขึ้น จนคนอายุเกิน 40 ปี แทบจะทำงานไม่ไหว เธอยังบอกอีกว่าโรงงานหลายแห่งเลือกคนจากรูปลักษณ์ ไม่ใช่จากประสบการณ์ 

เน็ธ ชายวัย 42 ปี กลับมาจากไทยแต่หางานไม่ได้ ภรรยาได้งานในโรงงาน แต่เขาต้องเลี้ยงเป็ดของญาติไปพลางๆ เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีที่ดินทำกินและมองว่าการเกษตรไม่คุ้มทุน เพราะราคาผลผลิตตกต่ำ เขาหวังจะเปิดร้านขายอาหารเล็กๆ แต่ต้องใช้เงินทุนประมาณ $1,000 ซึ่งเขาไม่มีแถมการกู้เงินจากแหล่งนอกระบบก็เสี่ยงเพราะคิดดอกเบี้ยถึง 10% ต่อเดือน 

แม้ทางการจะพยายามแนะนำแรงงานให้กับโรงงานในพื้นที่ แต่ผู้สมัครกลับมองว่าเงื่อนไขสูงเกินไป ทั้งทักษะเอกสารและประสบการณ์ ซึ่งหลายคนไม่มีแรงงานที่กลับมาระบุว่า การสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานฯ มีเพียงแค่พาเดินทางจากชายแดนกลับหมู่บ้าน ขณะที่รัฐบาลควรมีแผนช่วยเหลือมากกว่านี้ หากต้องการให้แรงงานกลับมาจริงๆ หลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าการเกษตรไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป เพราะ ราคาข้าวและมันสำปะหลังตกต่ำ ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ 

มุมมองจากนักวิชาการและผู้ประกอบการ 

เควิน เนาเอน คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยปัญญาสาสตรา มองว่า รัฐบาลกำลังผสมผสานแผนแก้ไขเฉพาะหน้า เช่น การจับคู่งานในระดับจังหวัด การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก และการขยายการผลิตเกษตรแปรรูปในพื้นที่ชนบท เพื่อลดการไหลเข้าของแรงงานสู่เมือง อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าช่องว่างทักษะยังเป็นปัญหาใหญ่ แรงงานจำนวนมากเคยทำงานที่ใช้ทักษะต่ำในไทย เช่น ก่อสร้าง ดูแลผู้สูงอายุ หรือเกษตรกรรม ทำให้เข้าไม่ถึงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะในประเทศ เช่น ช่างเครื่องไฟฟ้า หรือพนักงานโรงงานอุตสาหกรรม 

เซบาสเตียน จอร์จ ประธาน MV Group ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเกษตร กล่าวว่า ราคาข้าวและมันสำปะหลังที่ตกต่ำทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง ส่งผลต่อหนี้สินและความมั่นคงทางอาหารของครอบครัว โดยเขาเสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วน เช่น กำหนดราคาประกันพืชผล ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการเกษตร เช่น โรงอบแห้ง โรงเก็บ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมสหกรณ์และเปิดตลาดภายในประเทศและภูมิภาค เขาย้ำว่าการสนับสนุนภาคเกษตรจะเป็นเส้นทางออกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และเป็นความหวังของแรงงานที่ไม่มีทางเลือกอื่น 

แรงงานกัมพูชาที่กลับมาจากไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหางาน แม้จะมีตำแหน่งว่างหลายหมื่นตำแหน่ง เนื่องจากระบบแรงงานภายในประเทศยังมีข้อจำกัด ทั้งในแง่ทักษะ เอกสาร รูปแบบการจ้างงาน และอคติเรื่องอายุและรูปลักษณ์ รัฐบาลควรเร่งสร้างระบบสนับสนุนที่แข็งแรงกว่านี้ โดยผสมผสานทั้งการฝึกอบรม การสนับสนุนทางการเงิน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ชนบท เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตแรงงานซ้ำในอนาคต 

แล้วลูกเพจคิดเห็นอย่างไรกับระบบที่บอกว่ามีงานแต่คนยังหางานไม่ได้ มาแชร์มุมมองกันได้นะคะ