กลุ้มเเทน! ทรัมป์ สั่งห้ามนักวิจัยสหรัฐฯหารือ WHO

ทรัมป์ เอาเเบบนี้จริงดิ? หลังสั่งห้ามนักวิจัยเชี่ยวชาญโรคระบาดสหรัฐฯหารือกับองค์การอนามัยโลก ต่อวิกฤตอีโบลาที่กำลังระบาด

อย่างที่ทุกคนรู้ข่าวเรื่องการเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาที่เเอฟริกาอย่างหนักหน่วง ตอนนี้ทำคนตายพุ่งกว่าร้อยราย ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกประกาศเป็นภาวะฉุเฉินระดับทวีปเเล้ว เนื่องจากการระบาดมีการลุกลามมากขึ้นทุกวันเเละ สายพันธ์ุที่เกิดการระบาดก็เป็นสานพันธุ์ที่หายากเเละไร้วัคซีนรักษาด้วย ซึ่งตอนนี้ WHO ก็มีการเเจ้งว่าการระบาดนี้อาจจะลุกลามข้ามประเทศในเเถบทวีปเดียวกันได้ถึง 10 ประเทศด้วยกัน  เเละนอกจากนั้นประเทศไทยเราเองก็เฝ้าระวัง คุมเข้มอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันโรคนี้เข้ามา  เเต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ที่ถูกคุมกด้วยทรัมป์ สั่งจำกัดบทบาทของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ในการรับมือกับการระบาดของอีโบลาทั่วโลก    

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 ที่ผ่านมา  สื่อต่างประเทศ independent  เผยว่า  ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นหัวใจสำคัญ แต่กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า รัฐบาลทรัมป์ได้สั่ง “จำกัดบทบาท” และกั้นกำแพงใส่นักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของสหรัฐฯ ไม่ให้ร่วมมือกับชาวโลกอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่้งคำสั่ง “ห้ามติดต่อ” ตัดขาดการหารือระดับโลก  

ซึ่งหน่วยงานที่ถูกห้ามก็คือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) ซึ่งนำโดย ดร. แอนโทนี ฟอซี ผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่ง ขณะเดียวกันการสั่งแบนเเบบนี้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการตัดผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ออกจากการหารือสำคัญระดับโลกเกี่ยวกับการรับมือไวรัสอันตรายอย่างถาวร เป็นได้แค่ “คนรับฟัง” แต่ไม่มีสิทธิ์พูด ซึ่งอันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ไวรัสฮันตาระบาดในอเมริกา จนถึงการระบาดของอีโบลาในคองโก 

ทั้งนี้ ความที่ถูกกักกันทำให้ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐที่มีเเนวคิดใหม่ๆ ในการทดสอบยาหรือวิธีรักษา พวกเขาไม่สามารถเสนอในที่ประชุมได้ทันที แต่ต้องส่งเรื่องผ่านขั้นตอนราชการที่ยืดยาดของกระทรวงสาธารณสุขก่อน ผลกระทบก็คือเกิดความล่าช้าบนความเป็นความตาย 

เเละเรื่องการขัดขวางไม่ให้นักวิทย์ทำงานร่วมกับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว คือการทำลายประสิทธิภาพในการหยุดยั้งโรคระบาด คำสั่งของทรัมป์อาจกลายเป็นเรื่องที่บ้าบอที่สุดได้ เพราะ สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เเบบนี้เเต่กลับสั่งแบน เเละนี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สหรัฐฯ ถอนตัวจาก WHO ส่งผลให้หน่วยงานสุขภาพหลักๆ ของประเทศ ทั้ง CDC และ FDA ตกอยู่ในสภาวะ “ขาดผู้นำตัวจริง” โดยมีเพียงหัวหน้าชั่วคราวหรือตำแหน่งว่างทิ้งไว้ในหลายจุดสำคัญ 

สุดท้ายเเล้ว กระทรวงฯ ยืนยัน นอนยันว่ายังคงทำงานผ่าน CDC และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปกป้องชาวอเมริกัน แต่ในสายตาของคนทำงานด้านสาธารณสุข การล่ามโซ่นักวิทยาศาสตร์ไว้ในห้องแคบๆ ท่ามกลางสงครามเชื้อโรคที่ไร้พรมแดน อาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่โลกต้องจ่ายด้วยบทเรียนราคาแพง  

เเล้วลูกเพจคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างคะ ลองมาเเชร์กันดูค่ะ    

 ที่มา: Trump administration restricts leading US scientists’ involvement in global Ebola response – report | The Independent