สื่อกัมพูชา ซัด เหตุปะทะบ้านหนองหญ้าแก้ว จุดไฟคว่ำบาตรสินค้าไทย
บวรวัฒน์ อีจัน
19 กันยายน 2568

ปั่นป่วนไม่รู้จบ.. จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ที่ประชาชนกัมพูชา บุกรื้อถอนลวดหนามบนพื้นที่อธิปไตยไทย ก่อนที่ฝ่ายไทยจะดำเนินการตอบโต้ด้วยการใช้แก๊สน้ำตา นั้น ล่าสุดสื่อกัมพูชาตีข่าว เหตุครั้งนี้ อาจส่งผลต่อการคว่ำบาตร “สินค้าไทย” ในกัมพูชาได้

วันนี้ (19 ก.ย. 68) สื่อกัมพูชา Khmer Times รายงานว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างทหารไทย กับพลเรือนกัมพูชาที่บุกรื้อถอนรั้วลวดหนาม จนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 23 คน (17 ก.ย.) ส่งผลให้เกิดกระแสการคว่ำบาตรสินค้าไทย ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายเดือนนั้นรุนแรงขึ้น โดยประชาชนกัมพูชาเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดีย ให้มีการยกระดับให้แข็งกร้าวมากกว่าเดิม
รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุรุนแรงในหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ได้จุดชนวนความโกรธแค้นไปทั่วกัมพูชา และยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชน ที่เริ่มมีมาตั้งแต่กองทัพไทยจับกุมทหารกัมพูชา 20 นาย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม และปล่อยตัวไปเพียง 2 นาย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม
ขณะนี้ รัฐบาลกัมพูชาและประชาชน มองว่า การกระทำของกองทัพบกไทย ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่เป็นศัตรูเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานของการไม่จริงใจ ในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ที่ได้ทำไว้ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
เพื่อเป็นการตอบโต้ ชาวกัมพูชากำลังระบายความโกรธแค้นผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยตั้งใจปฏิเสธที่จะอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของไทย ตั้งแต่ซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงพนมเปญ ไปจนถึงตลาดในชนบท ซึ่งผู้ซื้อต่างตรวจสอบฉลากสินค้าอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงสินค้าที่ผลิตในไทย และหันไปซื้อสินค้าท้องถิ่นแทน แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าก็ตาม

การคว่ำบาตรครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคค้าปลีกและค้าส่งของกัมพูชา เนื่องจากประเทศไทย เป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยส่งออกสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องสำอาง ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง และปัจจุบัน ทำให้ชั้นวางสินค้าไทยถูกปล่อยทิ้งไว้โดยแทบไม่มีคนซื้อ ส่งผลให้บรรดาผู้ค้าชาวกัมพูชา ต้องเร่งหาทางเอาสินค้าในท้องถิ่น และสินค้าทางเลือกจากเวียดนามหรือจีน มาวางขายแทน
ด้าน ตัวแทนของพนักงานแม็คโคร ซึ่งเป็นบริษัทค้าส่งสัญชาติไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์จับกุมทหารกัมพูชา 18 นาย การคว่ำบาตรได้ขยายวงไปยังบริษัทหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับไทย กระแสต่อต้านไม่ได้กระทบแค่ตัวสินค้า แต่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีต่อบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นของคนไทยด้วย
“ผลกระทบนั้นรุนแรงมาก จำนวนผู้มาใช้บริการรายวัน ลดลงเหลือเพียง 15% จากระดับปกติ โดยเป็นลูกค้าชาวกัมพูชา 10% และชาวจีน 5%” พนักงานแม็คโคร กล่าว
ด้าน เจย เต็ก นักวิจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชา กล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือเลวร้ายลง ชาวกัมพูชาทุกคน โดยเฉพาะผู้นำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนร่ำรวยในสังคม จะต้องเดินหน้าคว่ำบาตรสินค้าไทยต่อไป พร้อมเรียกร้องให้บรรดานักธุรกิจของกัมพูชา ยุติการนำเข้าสินค้าไทยเข้าประเทศโดยทันที
“ผู้จัดจำหน่ายและร้านค้าท้องถิ่น ควรละเว้นการขายสินค้าไทยเช่นกัน เพื่อให้การคว่ำบาตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ทั้งนี้ เจย เต็ก ยังเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา เสริมสร้างความเข้มแข็งของนโยบายการนำเข้าและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะที่ด่านชายแดน พร้อมทั้งจัดการปัญหาการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบและป้องกันการลักลอบนำเข้าที่บ่อนทำลายการคว่ำบาตรระดับชาติ โดยชี้ว่า การคว่ำบาตรที่ดำเนินอยู่ อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคส่วนสำคัญของไทย ทั้ง SME, การส่งออกสินค้าเกษตร และพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งมีสาขา 186 แห่งทั่วกัมพูชา
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยอมรับว่า การคว่ำบาตรสินค้าถือเป็นความท้าทายสำหรับประชาชน ที่เป็นเกษตรกรตามแนวชายแดน แต่ก็ได้เรียกร้องให้พวกเขาอดทน ในขณะที่รัฐบาลกำลังเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ๆ กับเวียดนามและจีน
ข้อมูล : Khmer Times