สหรัฐฯ เผย พบผู้ติดเชื้อ “ไข้หวัดนกอาการรุนแรง” รายแรกในประเทศ

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

19 ธันวาคม 2567

สหรัฐฯ เผย พบผู้ติดเชื้อ “ไข้หวัดนกอาการรุนแรง” รายแรกในประเทศ

วานนี้ (18 ธ.ค.67) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC เผยว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 อย่างรุนแรง ที่รัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ สืบประวัติพบว่าไปสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยและตายในฝูงไก่ที่เลี้ยงไว้ 

มีการเปิดเผยว่า ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีอายุกว่า 65 ปี เข้ารับการรักษาโดยมีอาการของโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ H5N1 อย่างรุนแรง และอยู่ในขั้นวิกฤต และประกอบด้วย ตัวผู้ป่วยมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ทำให้มีความเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนมากกว่าปกติ 

ผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ D1.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ H5N1 และเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่เพิ่งพบผู้ป่วยในประเทศแคนาดาเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน และในรัฐวอชิงตัน นอกจากนั้นยังพบเชื้อชนิดนี้ในนกป่าและฟาร์มสัตว์ปีกในรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาด้วย 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกตระกูล H5 แล้ว 61 ราย โดยเกือบทั้งหมดเป็นคนงานของฟาร์มสัตว์ปีกหรือฟาร์มโคนมที่เกิดการระบาด แต่ไม่มีใครที่มีอาการรุนแรง และไม่พบหลักฐานว่ามีการติดเชื้อจากคนสู่คนด้วย ทำให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ยังคงระดับความเสี่ยงของไข้หวัดนกต่อสังคมให้อยู่ในระดับ “ต่ำ” 

ในขณะที่การสืบสวนหาต้นตอของการติดเชื้อในรัฐลุยเซียนายังคงดำเนินต่อไป จากการสืบประวัติพบว่าผู้ป่วยรายนี้สัมผัสกับนกที่ป่วยหรือตายที่เลี้ยงภายในบ้าน ทำให้เคสนี้เป็นครั้งแรกของไข้หวัดนก H5N1 ในสหรัฐฯ ที่มีความเชื่อมโยงกับการสัมผัสนกที่เลี้ยงไว้ในบ้าน

ก่อนหน้านี้ การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิด A (H5N1) เคยมีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของมนุษย์อย่างรุนแรงในประเทศอื่น ๆ มาแล้วในปี 2024 และปีก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่พบการแพร่กระจายของไข้หวัดนก H5 จากคนสู่คน กรณีนี้ไม่ได้เปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนจากไข้หวัดนก H5N1 ของ CDC ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นเดิม 

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไข้หวัดนก H5 คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสโรคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นกที่ติดเชื้อจะปล่อยเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดเอออกมาในน้ำลาย เมือก และอุจจาระ สัตว์ที่ติดเชื้อชนิดอื่นอาจปล่อยเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดเอ ออกมาในสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจและของเหลวในร่างกายอื่นๆ (เช่น ในนมวัวที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอร์ไรส์หรือ “นมดิบ”) 

  • ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือตาย โดยเฉพาะนกป่าและสัตว์ปีก 
  • สำหรับบุคคลที่มีการสัมผัสโดยตรง/ใกล้ชิดกับนกป่า หรือสัตว์ปีกหรือสัตว์อื่นที่ป่วยหรือตาย ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
  • ห้ามสัมผัสพื้นผิวหรือวัสดุที่ปนเปื้อนน้ำลาย เมือก หรืออุจจาระสัตว์จากนกป่าหรือนกบ้าน