เจ้าชายซาอุดิอาระเบีย ไฟเขียวกองทัพพร้อมตอบโต้ หาก “อิหร่าน” โจมตีซ้ำ

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

2 มีนาคม 2569

เจ้าชายซาอุดิอาระเบีย ไฟเขียวกองทัพพร้อมตอบโต้ หาก “อิหร่าน” โจมตีซ้ำ

เซ่นสงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุด (28 ก.พ. 69) ภายหลัง อิสราเอล พร้อมด้วยกองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ท่ามกลางความไม่ลงรอยในการเจรจาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ กระทั่งความวุ่นวายนี้ ได้กระทบต่อนานาชาติในโซนเดียวกัน อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ นอกจากนี้ เป็นการสังหารชีพ อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านแล้ว นั้น

(1 มี.ค. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานจากอ้างอิงจาก Arab News ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ได้เริ่มพูดคุยกับผู้นำจานานาชาติ ที่ได้ผลกระทบจากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน อาทิ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล-นาห์ยาน ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ / ฮาหมัด บิน อิซา อัล-คาลิฟา กษัตริย์แห่งบาห์เรน / เจ้าผู้ครองนครกาตาร์ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล-ธานี / เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต ชีค มิชัล อัล-อาหมัด อัล-จาเบอร์ อัล-ซาบาห์ และกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน

ซึ่ง เจ้าชายบิน ซัลมาน ได้ยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประเทศเหล่านั้น และกล่าวว่า “ซาอุดีอาระเบียพร้อมที่จะระดมทรัพยากรทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือนานาชาติในการตอบโต้การโจมตีอันโหดร้ายของอิหร่าน ซึ่งบ่อนทำลายความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาค”

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้ติดต่อโทรศัพท์ตรงถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้โจมตีอิหร่าน แม้ว่าในที่สาธารณะเขาจะสนับสนุนการเจรจาทางการทูตก็ตาม

เมื่อเดือนมกราคม 2569 เจ้าชายบิน ซัลมาน ตรัสว่า พระองค์จะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่น่านฟ้าหรือดินแดนของประเทศ (ซาอุดิอาระเบีย) เพื่อโจมตีอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียจะเคารพในอธิปไตยของอิหร่าน และเรียกร้องให้วอชิงตันและเตหะรานแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ร่วมกันโจมตีทางทหารโดยมีเป้าหมายเป็นฐานทัพและสถานที่ราชการของอิหร่าน หลังจากที่การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ชะงักลง และมีข้อกล่าวอ้างว่าอิหร่านได้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางนิวเคลียร์อีกครั้ง

โดยภายหลังการโจมตีครั้งใหญ่นี้ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้ไปยัง อาบูดาบี และดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) รวมถึง กรุงโดฮา (กาตาร์) และริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) ส่งผลให้ตะวันออกกลาง เข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศแห่งซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ว่า “ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ขอแสดงการเสียใจ และประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีที่โจ่งแจ้งและขี้ขลาดของอิหร่าน” 

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า การโจมตีดังกล่าว “ไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ และเกิดขึ้นทั้งที่ทางการอิหร่านทราบดีว่าราชอาณาจักรได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ทางอากาศหรือดินแดนของตนเพื่อโจมตีอิหร่าน”

นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ระดับโลก ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี 2569 และไร้ท่าทีที่จะยุติลงในเร็ววัน

ขอบคุณข้อมูล : NDTV