พันธมิตร NATO ยืนยัน ไม่ร่วม “ทรัมป์” ปิดล้อมฮอร์มุซ
บวรวัฒน์ อีจัน
14 เมษายน 2569

เมื่อสงครามตะวันออกกลาง ได้ยืดเวลาการยุติความขัดแย้งอีกครั้ง ภายหลังสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ปากีสถานเป็นตัวกลางได้ พร้อมกันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ดำเนินการสั่งกองทัพเรือ ปิดล้อมเรือเข้าออกในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสกัดกั้นเรือที่จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับอิหร่าน นั้น ล่าสุด พันธมิตรนาโต ได้แสดงจุดยืนต่อเรื่องราวนี้แล้ว

วันนี้ (14 เม.ย. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า กลุ่มพันธมิตรนาโต ยืนยันว่า จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมย้ำว่า จะเข้าแทรกแซงก็ต่อเมื่อการสู้รบยุติลงแล้วเท่านั้น ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ และเพิ่มความตึงเครียดในพันธมิตร
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อสกัดกั้นเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากนั้นไม่นาน กลุ่มพันธมิตรนาโต้ รวมถึงอังกฤษและฝรั่งเศส กล่าวว่า จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วยการเข้าร่วมการปิดล้อม โดยระบุว่า พวกเขากำลังทำงานเพื่อริเริ่มเปิดช่องแคบ ซึ่งปกติแล้วน้ำมันดิบหนึ่งในห้าของโลกจะผ่านช่องแคบนี้

การที่กลุ่มพันธมิตรนาโต้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับทรัมป์ ซึ่งขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพันธมิตรทางทหาร และกำลังพิจารณาที่จะถอนทหารสหรัฐบางส่วนออกจากยุโรป หลังจากหลายประเทศปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทหารสหรัฐใช้พื้นที่ทางอากาศเพื่อโจมตีอิหร่าน
ด้าน เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เปิดเผยว่า ไม่สนับสนุนการปิดล้อม พร้อมกล่าวว่า “การตัดสินใจของผมนั้นชัดเจนมากว่า ไม่ว่าจะมีแรงกดดันมากแค่ไหน และก็มีแรงกดดันค่อนข้างมาก เราจะไม่ยอมถูกดึงเข้าไปสู่สงคราม” ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาร์ค รุตเต เลขาธิการนาโต ได้แจ้งต่อรัฐบาลยุโรปว่า ทรัมป์ต้องการคำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ
รุตเต กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า นาโต้สามารถมีบทบาทในช่องแคบนี้ได้ หากสมาชิกทั้ง 32 ประเทศสามารถตกลงกันเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจได้ และหลายประเทศในยุโรปกล่าวว่า พวกเขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในช่องแคบ แต่ก็ต่อเมื่อมีการยุติการสู้รบอย่างยั่งยืนและมีข้อตกลงกับอิหร่านว่าเรือของพวกเขาจะไม่ถูกโจมตี
ขอบคุณข้อมูล : Japan Today