สื่อกัมพูชา ฟาด ไทย สั่งเตรียมการฉุกเฉิน เหมือนช่วงเริ่มปะทะ เดือนกรกฎาคม 68
บวรวัฒน์ อีจัน
12 พฤศจิกายน 2568

จากเหตุการณ์ซ้ำรอยชายแดนไทยกัมพูชา (10 พ.ย. 68) ทหารไทย 4 นาย ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ขณะปฏิบัติการลาดตระเวน พื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้หนึ่งในนั้น ได้รับบาดเจ็บสาหัสข้อเท้าขวาขาด ตามด้วยมาตรการของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพระหว่าง 2 ประเทศทันที โดยไม่ได้กำหนดกรอบเวลา พร้อมอนุมัติให้ดำเนินการมาตรการทางทหารอย่างเต็มที่ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ นั้น

(11 พ.ย. 68) สื่อท้องถิ่นกัมพูชา The Phnom Penh Post รายงานว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เร่งส่งต่อข้อมูลข่าว และเตรียมความพร้อมแผนรับมือฉุกเฉิน ช่วยเหลือประชาชน 7 จังหวัดในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา กรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนพื้นที่ ชี้ คำสั่งใหม่เหล่านี้ มีความคล้ายคลึงกับการเตรียมการที่ดำเนินการ ก่อนเกิดการยิงปะทะกันอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

รายงานระบุว่า
ในขณะที่กัมพูชายังคงดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้มาอย่างยากลำบาก ด้วยการถอนอาวุธหนักที่มีพลังทำลายล้างสูง และหลังจากที่ประชากรพลัดถิ่นได้กลับบ้านเกิดแล้ว ประเทศไทยดูเหมือนจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยขุดสนามเพลาะ และประกาศว่ากำลังเตรียมอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ใกล้ชายแดน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติการรบตามธรรมเนียม
รัฐบาลไทยจัดการประชุมฉุกเฉิน ในวันนี้ 12 พฤศจิกายน หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และ 1 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร
ต่อมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แถลงผลการประชุม โดยมอบหมายงานให้กระทรวงต่างๆ รับผิดชอบโดยเฉพาะ ซึ่งโฆษกรัฐบาลไทยกล่าวว่า อนุทินได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม ระงับมาตรการผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่เริ่มต้นภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ และบังคับใช้ “มาตรการทางทหารที่เข้มงวด”
กระทรวงการต่างประเทศได้รับคำสั่งให้ “ลงพื้นที่ประท้วงทางการทูตและพิจารณายกเลิกข้อตกลงสันติภาพฉบับปัจจุบัน” กระทรวงฯ ยังได้รับมอบหมายให้อธิบายจุดยืนของไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศด้วย
นายกฯ อนุทิน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เร่งกระจายข้อมูล เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ จะเริ่มฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและจัดทำแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง
ซึ่งคำสั่งใหม่เหล่านี้ มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับการเตรียมการที่ดำเนินการก่อนการปะทะกันอย่างหนักซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม
ขณะเดียวกัน ทางด้านกัมพูชา กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศได้ย้ำถึงความเคารพต่อการหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน เป็นพยาน
กัมพูชาได้ถอนอาวุธหนักออกไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ตามข้อตกลงสันติภาพ การถอนรถถังและปืนใหญ่ได้รับการติดตามและยืนยันโดยทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)
ชาวกัมพูชากลุ่มสุดท้ายที่พลัดถิ่นจากการสู้รบจากค่ายวัดโพธิ์ 5,000 ในเขตกุเลน ตบง จังหวัดพระวิหาร ได้เดินทางกลับบ้านของตนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
และเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ฝ่ายปกครองจังหวัดพระวิหาร ได้รื้อถอนปราสาทพระวิหาร 5,000 หลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงสันติภาพจะมีผลอย่างแน่นอน