“ยูเออี” ลาออก OPEC – OPEC+ เหตุถูกจำกัดโควต้าน้ำมัน

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

5 ชั่วโมงก่อนหน้า

“ยูเออี” ลาออก OPEC – OPEC+ เหตุถูกจำกัดโควต้าน้ำมัน

(28 เม.ย. 69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศลาออกจากการเป็น สมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และกลุ่มภาคี OPEC+ ภายหลังขัดแย้งภายใจกลุ่มชาติอาหรับ เซ่นสงครามอิหร่าน

รายงานระบุว่า UAE ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค และพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดรายหนึ่งของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจถอนตัวออกมา หลังจากเกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มชาติอาหรับ โดย UAE ได้วิพากษ์วิจารณ์เพื่อนบ้านว่า เมินเฉย และไม่ให้การปกป้องมากพอ จากการถูกอิหร่านโจมตีหลายครั้งในช่วงสงคราม 2 เดือนที่ผ่านมา รวมถึง ต้องการทลายขีดจำกัดด้านโควตาการผลิตของ OPEC ซึ่งถูกจำกัด

การลาออกครั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า การตัดสินใจนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ ในการพัฒนาภาคพลังงานและเร่งการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ UAE ในฐานะผู้ผลิตที่รับผิดชอบและเชื่อถือได้ ซึ่งพร้อมจะตอบสนองต่ออนาคตของตลาดพลังงานโลก 

นอกจากนี้ UAE กล่าวเสริมว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนจากผลประโยชน์แห่งชาติ และความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของตลาดโลก ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอ่าวอาหรับและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดส่งน้ำมัน 

ขณะเดียวกัน ตามแถลงการณ์พันธกิจของโอเปก ระบุว่า ประเทศสมาชิกมีเป้าหมายร่วมกัน ในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน เพื่อให้การจัดหาน้ำมันไปยังผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสม่ำเสมอ รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ผลิตจะมีรายได้ที่มั่นคง และผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันจะได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างเป็นธรรม 

ซึ่งการถอนตัวครั้งนี้ของ UAE จะทำให้องค์กรแห่งนี้เหลือสมาชิกอยู่ 11 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย, สาธารณรัฐคองโก, อิเควทอเรียลกินี, กาบอง, ลิเบีย, ไนจีเรีย, อิหร่าน, อิรัก, คูเวต, ซาอุดีอาระเบีย, และเวเนซุเอลา 

ทั้งนี้ บรรดาประเทศสมาชิกจะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดเป้าหมายปริมาณการผลิตน้ำมัน และประสานงานด้านผลผลิตเพื่อควบคุมและบริหารจัดการราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยกลุ่มโอเปก ถือเป็นส่วนสำคัญในกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน คิดเป็นประมาณ 35% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก และมีสัดส่วนการซื้อขายน้ำมันสูงถึง 50% ของปริมาณการซื้อขายน้ำมันทั้งหมดทั่วโลก 

ขอบคุณข้อมูล : CNBC